การเจรจาธุรกิจให้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย นั้นจะต้องเกิดจากความร่วมมือของทั้งผู้เสนอและผู้พิจารณา และโดยส่วนมากผู้ประกอบการมักจะรับบทเป็นผู้นำเสนอขายสินค้าและบริการเสีย มากกว่า แต่ในทางกลับกันถ้าต้องทำหน้าที่เป็นผู้พิจารณาบ้างก็คงมีเรื่องต้องให้ คำนึงมากขึ้น เพราะคู่เจรจาก็เป็นลูกค้าธุรกิจที่คุ้นเคยกัน ดังนั้นการจะกล่าวปฏิเสธจึงเป็นเรื่องที่ค่อนข้างกลืนไม่เข้าคายไม่ออกอยู่ พอควร ดังนั้นวันนี้ INCquity จึง ได้รวบรวมิธีการปฏิเสธอย่างไรให้รักษาน้ำใจและรักษาสัมพันธ์กับลูกค้ามาฝา กัน ดังนี้
1. ปฏิเสธเพราะมีอยู่แล้ว
หลายต่อหลายครั้งที่ลูกค้าของผู้ประกอบการมักจะมานำเสนอขายสินค้าหรือ บริการที่ตัวท่านเองมีอยู่แล้ว ซึ่งคงเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องนักหากผู้ประกอบการจะซื้อของที่มีอยู่แล้วและ ยังใช้งานได้ดีเพื่อเป็นการเอาใจลูกค้า เพราะนั่นจะเป็นการสิ้นเปลืองและใช้งบประมาณซ้ำซ้อนโดยใช่เหตุ ทางออกที่ดีที่สุดคือบอกกับลูกค้าไปตามตรงว่ายังมีสินค้าและบริการในรูปแบบ ที่มีลักษณะเหมือนกันใช้งานอยู่ แต่ถ้าของเสียเมื่อไหร่สินค้าและบริการของลูกค้าจะเป็นตัวเลือกแรกในการ พิจารณาจัดซื้อครั้งต่อไป รับรองว่าลูกค้าจะรู้สึึกดีกับผู้ประกอบการมากกว่าปฏิเสธเพียงอย่างเดียว เป็นแน่นอน
2. ยังไม่มีโครงการและความจำเป็นต้องใช้ในขณะนี้
สินค้าและบริการหลายอย่างที่ลูกค้านำมาเสนอขายกับผู้ประกอบการแน่นอนว่า ต้องมีประเภทที่ไม่ได้มีความจำเป็นต้องใช้ในการดำเนินธุรกิจในช่วงเวลาขณะ นี้เลย ผู้ประกอบการจึงควรตอบปฏิเสธกลับไปว่ายังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้หรือ ไม่มีโคงการของบริษัทใดๆที่เหมาะสมกับรูปแบบสินค้าและบริการของลูกค้า แต่ถ้าหากในอนาคตเกิดมีโครงการอะไรที่เหมาะสมกับสินค้าดังกล่าว ทางผู้ประกอบการก็ยินดีที่จะจัดซื้อกับลูกค้าแน่นอน
3. มีเจ้าประจำอยู่แล้ว
ในการทำงานตามปกติสินค้าและบริการบางอย่างผู้ประกอบการอาจจะมีผู้ให้ บริการเป็นเจ้าประจำอยู่ก่อนหน้านี้แล้ว ซึ่งพอมาเทียบดูแล้วปรากฎในข้อเท็จจริงที่ว่าสินค้าและบริการของลูกค้าท่าน ไม่สามารถสู้กับฝ่ายของเจ้าประจำที่รับงานจากบริษัทของผู้ประกอบการได้เลย ผู้ประกอบการก็ควรตอบกลับไปอย่างตรงๆกับลูกค้าว่ามีเจ้าประจำที่ใช้บริการ อยู่แล้วพร้อมยกข้อดีของบริษัทดังกล่าวเพื่อทดลองหยั่งเชิงว่าลูกค้าสามารถ ยื่นข้อเสนอในส่วนของราคาและการบริการด้านอื่นๆที่ดีกว่ามาหักลบได้หรือไม่ ถ้าไม่ลูกค้าก็จะหยุดการขายเพราะจำนนต่อข้อบกพร่องของตัวเองไปในที่สุด
4. ขอเวลาเพื่อศึกษาข้อมูลก่อน
เป็นวิธีการที่นิยมทำกันมากหากผู้ประกอบการยังไม่ค่อยแน่ใจแต่มีแนวโน้ม ว่าต้องการที่จะปฏิเสธสูงมากกว่า โดยผู้ประกอบการต้องขอข้อมูลให้มากที่สุดและบอกกับลูกค้าที่มาขายว่าขอเวลา การตัดสินใจและดูรายละเอียดของข้อมูลสักระยะหนึ่ง ซึ่งการขอข้อมูลเพื่อพิจารณานี้ไม่ควรที่จะกำหนดกรอบในเรื่องของเวลาลงไป อย่างชัดเจนมากนัก ซี่งลูกค้าจะเข้าใจได้ด้วยตนเองว่ามันหมายถึงการปฏิเสธในที่สุดและจะหยุด ตื้อขายของไปเอง
5. ยื่นข้อเสนอที่ยากจะตอบสนองกลับไป
วิธีการนี้เป็นเทคนิคที่ให้ผู้ประกอบการยื่นข้อเสนอกลับไปยังลูกค้าที่ทำ การขายสินค้าและบริการในลักษณะที่คาดการณ์เอาไว้ล่วงหน้าแล้วว่าไม่สามารถ ตอบสนองให้ได้อย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของการต่อรองราคา การขอของแถม รวมถึงการของานบริการและการรับประกันเพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งโดยส่วนใหญ่ข้อเสนอที่ผู้ประกอบการยื่นกลับไปลูกค้ามักจะไม่สามารถตอบ สนองได้ ซึ่งมันก็คือการปฏิเสธไปในตัวเพียงแต่ผู้ประกอบการไม่ได้เป็นคนเริ่มต้นเท่า นั้น แต่ในทางตรงกันข้ามหากลูกค้าสามารถตอบสนองได้มันก็ถือเป็นประโยชน์ต่อผู้ ประกอบการอยู่ดี
6. ปฏิเสธด้วยการยกเหตุผลประกอบ
เป็นวิธีการปฏิเสธที่ง่ายและตรงประเด็นมากที่สุด เพราะวิธีการนี้จะช่วยลดความพยายามขายจากอีกฝ่ายลงไปได้มากกว่าครึ่ง โดยผู้ประกอบการควรที่จะยกเหตุผลขึ้นมาประกอบกับการปฏิเสธในข้อเรียกร้องและ เสนอขายต่างๆว่าทำไมบริษัทของผู้ประกอบการจึงไม่สามารถตอบสนองได้ด้วยเหตุผล ที่เป็นข้อเท็จจริงทุกประการ ซึ่งความจริงใจที่ได้กล่าวไปจะทำให้ลูกค้าที่มาเสนอขายสินค้าและบริการต่อ เข้าใจและหยุดการขายไปเองในที่สุด
การบอกปัดหรือปฏิเสธด้วยคำว่า “ไม่” แต่เพียงอย่างเดียวดูจะเป็นการปฏิเสธลูกค้าแบบที่รักษาน้ำใจได้ยาก ดังนั้นหากผู้ประกอบการมีความจำเป็นที่จะต้องปฏิเสธในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง จริงและโดยเฉพาะอย่างยิ่งหากผู้เสนอขายเป็นลูกค้าที่เคยให้การสนับสนุน ธุรกิจของผู้ประกอบการมาก่อน ผู้ประกอบการจะต้องหาวิธีการที่นุ่มนวลที่สุดเพื่อเป็นการถนอมน้ำใจของ ลูกค้า ซึ่งวิธีการดังที่ว่านี้จะช่วยทำให้เครือข่ายธุรกิจของผู้ประกอบการยังคง สถานะที่ดีอยู่ได้สืบเนื่องต่อไป