|
การมีสวัสดิการที่ดีเป็นเครื่องชี้วัดว่าองค์กร เอาใจใส่และให้ความสำคัญกับพนักงานมากแค่ไหน ซึ่งจะส่งผลให้พนักงานมีกำลังใจในการทำงานมากขึ้น ประกันกลุ่มนั้นนับเป็นสวัสดิการอย่างหนึ่งที่บริษัทและองค์กรต่างๆ จัดทำให้กับพนักงาน หรือลูกจ้างของบริษัท ซึ่งประกันกลุ่มมีความคุ้มค่ากว่าการทำประกันแยกเป็นรายบุคคล โดยประกันชนิดนี้จะเป็นการรับประกันบุคคลหลายๆ คนภายใต้เงื่อนไขประกันเดียวกันจากการพิจารณาความเสี่ยงโดยเฉลี่ยของพนักงาน ทั้งหมดในองค์กรทั้งด้าน เพศ อายุ รวมไปถึงปัจจัยเสี่ยงในการปฏิบัติงาน เพื่อคำนวณออกมาเป็นอัตราเบี้ยประกันเพียงอัตราเดียวทั้งบริษัท ส่งผลให้คนที่มีรายชื่ออยู่ในประกันกลุ่มนั้นก็จะได้สิทธิการเบิกต่างๆ เท่าเทียมกัน ซึ่งเมื่อคำนวณผลออกมาเสร็จสรรพแล้วจะพบว่าการทำประกันกลุ่มนั้นมีเบี้ย ประกันภัยรวมน้อยกว่าการทำประกันชีวิตแยกเป็นรายคนอย่างแน่นอน - ประโยชน์ของการทำประกันกลุ่ม
ประโยชน์สำหรับองค์กร - ภาพลักษณ์ขององค์กร - เป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับองค์กร เพราะการมีสวัสดิการที่ดีเป็นเครื่องชี้วัดว่าองค์กรเอาใจใส่และให้ความ สำคัญกับพนักงานมากแค่ไหน ซึ่งจะส่งผลให้พนักงานมีกำลังใจในการทำงานมากขึ้น และการมีประกันชีวิตให้กับพนักงานนั้นจะถูกใช้เป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยลด ปัญหาการลาออกของลูกจ้างอีกด้วย ถ้าหากมีสวัสดิการที่ดีเพียงพอ
- ลดต้นทุน - เนื่องจากการทำประกันกลุ่มนั้นจะมีต้นทุนต่ำ แต่มีผลประโยชน์ที่ลูกจ้างจะได้รับสูงกว่าเมื่อเทียบกับการทำประกันแบบอื่น อีกทั้งยังสามารถปรับแต่งเพิ่มหรือลดความคุ้มครองในระดับต่างๆ ได้ สำหรับองค์กรที่พนักงานมีปัจจัยเสี่ยงในการทำงานมากน้อยไม่เท่ากัน ยิ่งเมื่อเกิดอุบัติเหตุจนทำให้พนักงานต้องสูญเสียชีวิต หรือได้รับบาดเจ็บขึ้นมาจริงๆ ถ้าหากผู้ประกอบการไม่ได้ทำประกันกลุ่มไว้ก็จะต้องชดเชยค่าใช้จ่ายด้วยเงิน ของตัวเอง ซึ่งอาจต้องเสียในปริมาณมาก และในบางครั้งพนักงานอาจเกิดความไม่พอใจถ้าได้ค่าชดเชยน้อยกว่าที่คาดหวัง ไว้อีกด้วย การให้ประกันจัดการถือเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจกว่า
- ลดอัตราการสูญเสียแรงงาน - การมีประกันจะช่วยให้พนักงานดูแลรักษาตัวเองมากขึ้น เพราะสามารถเบิกค่าใช้จ่ายจากค่ารักษาได้ ทำให้เมื่อป่วยก็จะรีบไปรักษาทำให้พนักงานหายป่วยได้เร็วขึ้น และใช้วันลางานน้อยลง
ประโยชน์สำหรับลูกจ้าง 
- ลดภาระค่าใช้จ่าย - พนักงานบางคนไม่สนใจที่จะซื้อประกันชีวิตเพราะมองว่าเป็นการเสียเงินเปล่า หรือเห็นว่าการทำประกันมีราคาที่สูงเกินไป ทำให้เวลาป่วย หรือเกิดอุบัติเหตุจะต้องออกค่าใช้จ่ายเองเป็นเงินจำนวนมาก ซึ่งเมื่อทางบริษัทจัดหาให้แล้วก็ไม่ต้องมาคิดถึงเรื่องค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ นอกจากนี้การที่มีประกันคุ้มครองจะทำให้พนักงานรู้สึกมีหลักประกันที่มั่นคง และมีความสุขในการทำงานมากขึ้น
- คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น - จากที่เคยต้องเสียค่ารักษาพยาบาลแพงๆ จนพนักงานเลือกที่จะรอหายเองมากกว่าไปรักษาให้หาย การทำประกันกลุ่มก็จะทำให้พนักงานรักษาอาการป่วยที่เกิดขึ้นตั้งแต่เนิ่นๆ ก่อนที่จะมีอาการหนักกว่าเดิม อีกทั้งยังช่วยลดอัตราเสี่ยงของการเป็นโรคที่ร้ายแรงอีกด้วย รวมไปถึงประโยชน์ที่ครอบครัวของพนักงานจะได้รับถ้าหากเกิดอุบัติเหตุที่ทำ ให้พนักงานเสียชีวิตด้วย เพราะทางครอบครัวก็จะได้รับเงินชดเชยเป็นจำนวนมาก
ประโยชน์ในด้านบัญชีและภาษี - การวางแผนการเงิน - ช่วยให้องค์กรสามารถวางแผนทางการเงินได้ล่วงหน้า และสามารถทำบัญชีงบประมาณประจำปีได้อย่างรวดเร็ว เพราะการทำประกันกลุ่มจะมีอัตราเบี้ยประกันที่แน่นอน ทำให้ผู้ประกอบการสามารถรู้ได้ก่อนว่าในแต่ละปีจะต้องเสียต้นทุนในส่วนนี้ใน ปริมาณเท่าไร ต่างจากการที่ไม่ทำประกันกลุ่มไว้ เพราะเมื่อพนักงานเกิดอุบัติเหตุเจ้าของกิจการจะต้องจ่ายเงินชดเชยก้อนใหญ่ โดยไม่ได้คาดคิดมาก่อนก็อาจส่งผลต่อสภาพคล่องทางเงินของธุรกิจได้
- หักภาษี - การทำประกันกลุ่มถือเป็นค่าใช้จ่ายอย่างหนึ่งขององค์กร ดังนั้นผู้ประกอบการจึงสามารถนำต้นทุนในส่วนนี้ไปหักเงินจากบัญชีค่าใช้จ่าย ก่อนที่จะคำนวณภาษีเพื่อเป็นการลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย
วิธีการจัดทำประกันกลุ่มนั้น เราสามารถดำเนินการติดต่อ-สอบถามกับบริษัทประกันทั่วไปเพื่อสอบถามราย ละเอียดได้ด้วยตนเอง โดยก่อนตัดสินใจควรดูรูปแบบแพคเกจของประกันแต่ละเจ้าอย่างถี่ถ้วน เพื่อเลือกแพคเกจของประกันที่เหมาะกับองค์กรของเรามากที่สุด เช่น ถ้าธุรกิจมีพนักงานโรงงานมาก อาจต้องเลือกใช้ประกันชนิดที่ให้ความคุ้มครองได้ครอบคลุมถึงอุบัติเหตุ มากกว่าธุรกิจที่มีแต่พนักงานออฟฟิศ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพเจ้าของกิจการนั้นๆ สามารถนำยอดเงินทั้งหมดที่จ่ายเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพในแต่ละปี ไปลดหย่อนภาษีได้สูงสุดไม่เกิน 15% ของเงินเดือนทั้งปีรวมกัน หรือเป็นจำนวนเงินสูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท ส่วนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ คือ กองทุนที่นายจ้างและลูกจ้างร่วมกันจัดตั้งขึ้น โดยในกองทุนนี้จะมีเงินส่วนหนึ่งของลูกจ้างที่เราเรียกกันว่า เงินสะสม และส่วนที่นายจ้างจ่ายให้กองทุนมีชื่อว่า เงินสมทบ โดยหลักการของกองทุนนี้ก็คือ นายจ้างจะจ่ายเงินสมทบในกองทุนเป็นจำนวนเท่ากันหรือมากกว่าจำนวนเงินที่ ลูกจ้างออมไว้ในกองทุน เช่น กรณีที่ลูกจ้างที่มีเงินเดือน 20,000 บาทต่อเดือน และเลือกออมเงินเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพในอัตรา 5% ก็หมายความว่าในแต่ละเดือนนั้นลูกจ้างจะออมเงินในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็น จำนวนเงิน 1,000 บาท นั่นหมายความฝั่งนายจ้างจะต้องจ่ายเงินด้วยจำนวน 1,000 บาทหรือมากกว่าเข้าไปในกองทุนของแต่ละเดือนเช่นกัน กองทุนสำรองเลี้ยงชีพนั้นถือเป็นสวัสดิการที่สำคัญและมีความหมายมาก สำหรับพนักงานเลยทีเดียว เพราะเงินออมในส่วนนี้ถือเป็นหลักประกันทางการเงินให้กับลูกจ้างหลังจาก เกษียณอีกด้วย - ประโยชน์ของการจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
ประโยชน์สำหรับองค์กร 
- สร้างแรงจูงใจให้กับพนักงานในระยะยาว - การจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพนั้น มีกฎหมายกำหนดไว้ว่าลูกจ้างสามารถออมได้ในอัตรา 2-15% โดยทางบริษัทสามารถกำหนดได้จากอายุการทำงานในแต่ละช่วงว่าสามารถออมเงินได้ เท่าไร เช่น ในช่วง 5 ปีแรกพนักงานอาจมีสิทธิเลือกออมสูงสุดเพียง 3% เท่านั้น แต่เนื่องจากบริษัทต้องการสร้างแรงจูงใจให้พนักงานอยากทำงานให้กับบริษัทต่อ ก็อาจใช้วิธีเพิ่มเปอร์เซ็นต์ในการออมในแต่ละปี ในอัตราปีละ 1% ก็ได้ เพราะการออมเงินรูปแบบนี้จะทำให้พนักงานได้ผลตอบแทนถึงเท่าตัว และยังถือเป็นการสร้างความรู้สึกมั่นคงให้กับพนักงานหลังจากการพ้นสภาพ พนักงานไปแล้วอีกด้วย
- ทางด้านบัญชีและการเงิน - ประโยชน์ที่สำคัญอีกข้อหนึ่งที่ผู้ประกอบการไม่ควรพลาดเลยก็คือ เจ้าของกิจการนั้นๆ สามารถนำยอดเงินทั้งหมดที่จ่ายเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพในแต่ละปี ไปลดหย่อนภาษีได้สูงสุดไม่เกิน 15% ของเงินเดือนทั้งปีรวมกัน หรือเป็นจำนวนเงินสูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท
ประโยชน์สำหรับพนักงาน - สร้างวินัยในการออมเงินระยะยาว - เพราะในแต่ละเดือนเราจะต้องออมเงินในอัตราที่กำหนด แต่ทว่าได้รับผลตอบแทนกลับมาถึงเท่าตัว ทำให้ปริมาณเงินที่เราออมนั้นจะมากขึ้นเรื่อยๆ ตามอายุการทำงาน ซึ่งถือเป็นการเพิ่มโอกาสการเติบโตของเงินลงทุน ด้วยการบริหารกองทุนจากผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนโดยตรงอีกด้วย ทำให้เงินก้อนนี้ถือเป็นหลักประกันที่สำคัญมากสำหรับชีวิตหลังเกษียณอายุ หรือลาออกจากงานจะได้มีเงินก้อนใหญ่ไว้เพื่อดำรงชีวิตอีกด้วย
- เงินส่วนนี้พนักงานจะไม่สามารถนำมาใช้ได้ ถ้าหากไม่ได้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรง เสียชีวิต หรือลาออก
วิธีจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หากต้องการจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพนั้นสามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://incquity.com/articles/office-operation/establish-provident-fund หรือบริษัทใดต้องการความช่วยเหลือในด้านการให้ความรู้ความเข้าใจกับนายจ้าง และพนักงานเกี่ยวกับการจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพนั้น ก็สามารถติดต่อกับสมาคมบริษัทจัดการการลงทุนได้ที่อีเมล aimc@ksc.th.com หรือโทรศัพท์ 0-2264-0900 ทางสมาคมจะช่วยประสานงานเริ่มต้น และดำเนินการให้ฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ
|