|
ก่อนอื่น ต้องขอขอบคุณคำท้วงติงของทุกท่านครับ พยายามอ่านข้อแนะนำจากแต่ละท่านแก่เจ้าของกระทู้ ก็มองเห็นถึงเจตนาที่ดีของแต่ละท่าน
อย่างไรก็ตามต้องขอแจ้งว่าผมสนใจข้อคิดเห็นตอบของจขกท.ที่แสดงมุมมอง ณ ปัจจุบันของเธอ (มากกว่า คห.อื่นๆที่เหมือนอ่าน คห.ผมแบบไม่พิจารณาเท่าที่ควร แต่ต่อว่าไปต่างๆนานา) การฟังความเห็นหลายฝ่ายในเรื่องนี้ น่าจะสำคัญเกินกว่าเพียงการฟังความเห็นสนับสนุนอย่างขาดความรับผิดชอบเพียงด้านเดียว ที่เอะอะก็แนะนำให้ไปทำแท้ง ถ้าตั้งครรภ์โดยไม่ได้ตั้งใจขึ้นมา
กรณีของการปฏิบัติหน้าที่ของทหารที่ยกมาเป็นตัวอย่าง เอามาเปรียบเทียบกันไม่ได้ครับ เพราะทหารทำไปตามคำสั่งบังคับ (ให้ไปทำลาย ไปฆ่าใครก็ต้องทำ ไม่ว่าจุดประสงค์ของภารกิจนั้นจะชอบธรรมรึไม่ ต้องไปกำจัดทหารฝ่ายตรงข้าม หรือไปฆ่าผู้บริสุทธิ์เข้าก็เป็นไปได้ทั้งนั้น) แต่การไปทำแท้ง(ยกเว้นทำแท้งเพื่อรักษาชีวิตหรือสุขภาพ)เป็นเรื่องความสมัครใจที่จะกำจัดผู้บริสุทธิ์โดยไม่มีใครมาบังคับล้วนๆ (อีกประการ การสมัครทหารมีหลายจุดประสงค์ ไม่จำเป็นเพื่อเน้นเจตนาเพื่ออยากฆ่าคนเสมอไปครับ มีทั้งเพื่อเป็นอาชีพเลี้ยงตน เพื่อทำกิจกรรมพัฒนาชาติในด้านต่างๆ เพื่อ ฯลฯ ก็มี ส่วนจะเพื่อเป็นคนดีตามที่คุณให้มุมมองต่างๆไว้นั้น ก็เป็นข้อเท็จจริง แต่ผมเห็นว่าก็ยังไม่เกี่ยวกับเนื้อหาผม ผมพูดเฉพาะประเด็นทางจริยธรรมในเชิงให้ระวังผลของการตัดสินใจกระทำที่จะมีผลต่อเธอในแง่มุมความเชื่อทางศาสนาเท่านั้น ถ้าคุณจะบอกว่ามองจุดเดียว ว่าแคบ ถูกต้องเลยครับ! โอเค..ในตะวันตกประเด็นนี้เป็นที่โต้แย้งกันเข้มข้นยิ่งกว่าในกระทู้นี้หลายเท่านัก แน่นอนว่าแต่ละฝ่ายย่อมยกเอาเหตุผลมาสนับสนุนความคิดตน ซึ่งก็จะนำมาตรฐาน(และมุมมอง)ที่แตกต่างกันนำมาวัด ใน คห.ที่ 7 ผมไม่ได้พูดให้เธอคำนึงถึง กฏหมาย ปรัชญา สังคม ฯลฯ (หรืออะไรสารพัดที่คุณ คห. 12 เอามาขมวดรวมกันไปหมด ประหนึ่งว่าต้องมองปัญหา ด้วยทัศนะที่เฉียบคมและสูงพอจากเครื่องบิน แล้วทิ้งระเบิดลงมาทำลายฐานที่มั่นข้าศึก โดยไม่สนว่าจะมีผู้บริสุทธิ์เสียชีวิตด้วยหรือไม่ ขอให้ประเทศอันเป็นที่รักบรรลุจุดหมายเป็นพอ) แต่ในกรณีกระทู้นี้ผมไม่ได้ให้ความสำคัญกับการแสดงความเก่งและฉลาดทุกเรื่อง แค่ต้องการตอบในมุมมองตน จึงไม่จำเป็นต้องให้น้ำหนักกับมาตรฐานอื่นๆที่ขัดแย้งแต่มีความไม่สมบูรณ์มากกว่า
"...การตีความทางศาสนาต้องพิจารณาทั้งองค์รวมของศาสนา มิใช่เอาข้อใดข้อหนึ่งเฉพาะจุดโดยไม่ดูองค์ประกอบแวดล้อม" คำถามคือ 1) องค์รวมของศาสนาคืออะไร กรุณาอธิบาย? 2) ในส่วนของ ...ข้อใดข้อหนึ่งเฉพาะจุดและองค์ประกอบสิ่งแวดล้อม ดูเหมือนว่า " ..ถ้าเหตุผลรวมๆมันควรต้องทำก็ทำเถอะ จะมาพูดเรื่องบาปอะไรอยู่ได้ยังไง" ในความหมายของคุณเป็นประมาณนี้ใช่หรือไม่?
ขอบคุณที่บอกให้ไปอ่านหนังสือกฏหมาย แต่ผมไม่ได้มาตอบกระทู้ทางการเมืองและกฏหมายของคุณครับ กฏหมายออกโดยคนมีกิเลสแต่มีภูมิปัญญาในระดับหนึ่งและมองเห็นปัญหาสังคมถ้าไม่ออกกฏหมาย แต่ เพราะความที่มันเป็นหลักคร่าวๆจึงเพียงเพื่อควบคุมกิเลสส่วนหยาบ(วีติกกมกิเลส)ของคน แต่ ไม่สามารถควบคุมส่วนปานกลาง(ปริยุฏฐานกิเลส) และส่วนละเอียด(อนุสัยกิเลส)ได้เลย ในขณะที่ศาสนาควบคุมไปได้ถึงส่วนที่ละเอียดสุด ฉะนั้นคุณไม่สามารถเอากฏหมายมาวัดศาสนา แต่ ควรเอาศาสนามาวัดกฏหมาย ถ้าคิดว่าไม่สามารถทำได้ก็ควรศึกษาเพิ่มเติม
การกล่าวว่า “..เป็นหลักที่มีทิศทางเดียวกันไม่ได้ขัดแย้งกันเลย” เป็นคำกล่าวที่คลาดเคลื่อน โดยเฉพาะในประเด็นนี้กฏหมายขัดกับหลักศาสนาชัดเจน อีกประการหนึ่งที่กล่าวว่า “… ถ้าการใดก็ตามกฏหมายอนุญาตให้ทำได้ ผู้ร่างกฏหมายย่อมได้ข้อสรุปข้อดีข้อเสียแล้วว่าให้เป็นไปเพื่อ ความสงบสุขของสังคม และเมื่อการนั้นทำไปเพื่อความสงบสุขของสังคม ย่อมเป็นการกระทำที่ดี และการทำดีย่อมได้รับกรรมดีโดยหลักของกฏแห่งกรรม” เป็นการกล่าวแบบเหมาสรุป ตู่เอาตามความเชื่อมั่นของตนเท่านั้น เพราะในกรณีนี้ ถึงคุณจขกท.อาจทำแท้งได้ โดยกฏหมายอนุญาต โดยได้รับความเห็นใจจากสังคม แต่ในกฏแห่งกรรม (มีกล่าวในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา ) จะส่งผลคือวิบาก..ตามเจตนาของผู้กระทำเสมอโดยไม่เกี่ยวว่าสังคมจะเห็นใจอย่างไร(แต่ก็หนักเบาตามเจตนาและผลลุล่วง) เป็นความจริงที่ผมอาจจะไม่มาตอบกระทู้นี้ก็ได้ แต่ ที่เสนอความเห็น เพราะเกรงว่าถ้าเธอทำไปโดยไม่ศึกษาด้านอื่นๆด้วย(ถ้าเธอนับถือศาสนาพุทธ) ผลเสียไม่คุ้มค่าแน่นอน ส่วน..ใครจะไม่เชื่อ หรือไม่สนใจ สุดแท้แต่ครับ
ส่วนที่ว่า “..การเกิดที่แม่ยังไม่พร้อม ย่อมนำมาซึ่งความทุกข์ ทั้งแม่ และลูก และย่อมเป็นภาระของสังคม” ในชีวิตจริงมันก็ทุกข์ทั้งนั้นล่ะครับ..กับการเลี้ยงดูบุตร ไม่ว่าแม่จะพร้อมหรือไม่พร้อม (คุณเคยเลี้ยงลูกเอง, ช่วยภรรยาหรือคนในครอบครัวเลี้ยงไหมครับ?) ความสำคัญไม่ได้อยู่ที่ การหลบหนีทุกข์ หรือทำร้ายทำลายคนที่ทำให้คุณทุกข์อยู่ร่ำไป แต่เป็นการรู้จักตัวทุกข์และเรียนรู้ที่จะเผชิญความเป็นจริงอย่างมีสติโดยไม่เผลอไปทำให้เกิดทุกข์ตัวใหม่ต่างหาก
และที่ว่า “..ชีวิตที่เกิดมาแล้วมีทุกข์เพราะความไม่พร้อม ส่วนใหญ่ก็จะเป็นบุคคลากรที่ไม่มีคุณภาพของสังคม ส่วนหนึ่งอาจจะสร้างปัญหาให้กับสังคมด้วยซ้ำ” ไม่ทราบว่าอ้างอิงงานวิจัยหรือสถิติชิ้นใด? หรือกล่าวจากการเหมาสรุปเอาเองครับ? บุคคลสำคัญหลายท่านก็มีชีวิตวัยเด็กที่ลำบากไม่ใช่หรือ ส่วนที่ว่าเขาจะไปสร้างปัญหาให้สังคมรึไม่ อยู่ที่การปลูกฝังในวัยเด็กมากกว่าครับ ไม่ใช่อยู่ที่ว่าพ่อเขาเป็นใคร พฤติกรรมและความหมายของชีวิตเด็กแต่ละคน ไม่ควรถูกตีค่าตราราคาไปก่อนเพียงเพราะเขามีประวัติที่ไม่สมบูรณ์ ตามทัศนคติของผู้ใหญ่บางจำพวกถูกไหมครับ
สุดท้ายที่ขอแย้ง(ไม่ใช่อคติต่อคุณนะครับ..แต่มันไม่ใช่จริงๆ) คือส่วนการเตรียมคำขออโหสิหลังจากทำแท้ง คุณคงคิดว่าคำพูดที่สวยหรูเหล่านั้นจะทำให้ผู้พูดปลดเปลื้องพันธนาการได้ ถ้าทางใจก็อาจช่วยได้บ้าง แต่ไม่ใช่ทางกรรมแน่นอน อีกประการคือคำขออโหสิกรรมมีไว้กล่าว ในกรณีที่ผู้พูด กระทำไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ปราศจากเจตนา เป็นการแสดงเจตจำนงค์ที่ดีแต่พลาดพลั้ง หาใช่คำแก้ตัวที่เตรียมไว้ก่อนทำจะทำอกุศลโดยเจตนาคราวๆหนึ่งไม่
เรื่องการปรึกษาหน่วยงานที่ยินดีให้ความช่วยเหลือดังที่ทุกท่านพูดถึง เห็นด้วยครับ
|