|
|
บันทึก ณ วันที่ 26 พ.ค. 53 เวลา 09:45:02 |
|
สตม.เดินสายติวเข้มผู้ประกอบการพื้นที่ชายแดนทั่วประเทศ ขู่ห้ามให้ที่พักพิงอาชญากรหนีคดีว่าจ้างคนต่างด้าวผิดกฎหมาย ขีดเส้นตาย 3 เดือน ให้ปรับตัว ก่อนเดินหน้า ตรวจจับขั้นเด็ดขาด
ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.เชียงราย มาเมื่อวันที่ 24 พ.ค.นี้ สำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ได้มีการจัดประชุมสัมมนา "โครงการร่วมมือร่วมใจ ยกระดับมาตรฐาน การบริการท่องเที่ยวต่างชาติ" ณ ห้องอินทนิล มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย จ.เชียงราย โดยมี พล.ต.ท.วุฒิ ลิปตพัลลภ ผบช.สตม.เดินทางไปเป็นประธานในพิธีเปิด โดยมีหน่วยงานทั้งภาครัฐ และเอกชนที่เกี่ยวข้อง กับการท่องเที่ยวใน จ.เชียงราย เข้าร่วมกว่า 300 คน เพื่อสร้างความร่วมมือระหว่าง ตม.กับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนต่างๆ
พล.ต.ท.วุฒิ เปิดเผยว่า จังหวัดเชียงราย ถือเป็นจังหวัดที่มีความสำคัญ ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยวและความมั่นคง โดยในแง่ของการท่องเที่ยวพบว่า มีคนเดินทางไปเยือนปีละกว่า 1 ล้านคนทุกปี ในด้านการลงทุนก็พบว่า เริ่มมีนักลงทุนทั้งจากไต้หวัน ญี่ปุ่น มาเลเซีย และบางประเทศ ในทวีปยุโรป ไปลงทุนทำกิจการต่างๆ ดังนั้นจึงเป็นจังหวัดที่มีอนาคตสดใส อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดจะเดินหน้าไปได้อย่างราบรื่น ก็ด้วยมีความมั่นคง เกิดขึ้นในพื้นที่ด้วย ซึ่งกรณีนี้พื้นที่เชียงราย เชียงใหม่ น่าน แม่ฮ่องสอน ฯลฯ ถือว่า ยังมีปัญหาเรื่องความพยายาม ทะลักเข้ามาของยาเสพติด และกลุ่มคนต่างด้าวอยู่ จึงต้องร่วมกันแก้ไขอย่างจริงจัง หากสามารถสกัดกั้นยาเสพติด และลดปัญหาอันเกิดจากชาวต่างด้าวผิดกฎหมาย หรือการหลบหนีคดีความต่างๆ เข้าไปในพื้นที่ได้ เชียงรายก็จะเปลี่ยนจากยุทธภูมิเป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญได้ในที่สุด
พล.ต.ท.วุฒิ กล่าวว่า หากพื้นที่ภายในมีความมั่นคง โดยไม่มีปัญหายาเสพติด และภัยต่างๆ อันเกิดจากคนต่างด้าวทำผิดกฎหมาย หรือคนทำผิดคดีความแล้วหลบหนี ภาคการท่องเที่ยว ก็จะมีความปลอดภัย และสามารถพัฒนาให้เจริญก้าวหน้าต่อไปได้อีกมากโดยขอยกตัวอย่างว่า กรณีคนติดยาเสพติด ที่หลายคนอาจมองว่า เป็นคนป่วย แต่ผลการศึกษาพบว่า คนติดยาเสพติด จะทำความผิดถึง 20 % เป็นต้น ส่วนกรณีเรื่องการหลบหนีคดีความของอาชญากร ผู้มีหมายจับในคดีต่างๆ ทั้งใน และต่างประเทศนั้น ส่วนใหญ่มักจะหลบหนี ไปตามเมืองใหญ่ ที่เป็นเมืองหลักๆ คือกรุงเทพฯ เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี จ.ภูเก็ต เมืองพัทยา จ.เชียงใหม่ และสุดท้ายก็คือ จ.เชียงราย โดยคนเหล่านี้จะหลบหนี ทั้งการจับกุม และไปฟอกเงิน และเมื่อไปอยู่ในพื้นที่ ก็อาจทำให้เกิดเหตุร้ายได้เช่นกัน
พล.ต.ท.วุฒิกล่าวอีกว่า ที่จริงคนเหล่านี้ จะถูกดำเนินคดีได้ง่าย หากไม่มีที่พักอาศัย และที่ผ่านมาคนเหล่านี้มักจะไปพักตามโรงแรม รีสอร์ท ต่างๆ ดังนั้น ตม.จึงขอแจ้งว่า กรณีให้ที่พักพิง ทั้งต่อคนต่างด้าว ที่เข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย การใช้แรงงานต่างด้าวโดยไม่ได้รับอนุญาต และการให้ที่พักพิง ผู้ที่มีหมายจับตามคดีความต่างๆ ถือเป็นความผิดของสถานประกอบการนั้นๆ โดยกฎหมายความมั่นคงมาตรา 38 ระบุเนื้อหาว่า สถานประกอบการที่เป็นที่พักต้องแจ้งให้ ตม.หรือหากสถานที่ที่อยู่ใกล้ไม่มี ตม.ก็ให้แจ้งตำรวจภูธรกรณีมีบุคคลกระทำผิดดังกล่าวไปเข้าพักภายใน 24 ชั่วโมง
ดังนั้น นับจากนี้ จึงขอความร่วมมือ จากผู้ประกอบการด้วย หากไม่ปฏิบัติตามนี้ จะต้องถูกปรับเป็นเงินไม่เกิน 2,000 บาท กฎหมายยังระบุอีกว่า ผู้ที่เป็นผู้จัดการโรงแรมหากไม่ปฏิบัติตามนี้จะต้องถูกปรับ 2,000 -10,000 บาท หรือกรณีมาตรา 63 ให้ที่พักพิง และใช้งานด้วยก็จะถูกโทษหนักถึงจำคุกนาน 10 ปี หรือแต่หากปกปิดซ่อนเร้นก็จะต้องถูกจำคุก 5 ปีเลยทีเดียว และนับจากนี้เป็นต้นไป ตนจะตระเวนไปประชุมสัมมนา ในลักษณะนี้ทั่วประเทศทั่วทุกภาค โดยจะใช้เวลาประมาณ 3 เดือน ถือเป็นการให้เวลาสถานประกอบการต่างๆ ได้เตรียมตัวไปก่อน จากนั้นเมื่อครบกำหนดก็จะทำการเข้มงวดกวดขันอย่างเต็มพิกัดต่อไป.
|
|
| |
|
|
|