หน้าแรก | ลงโฆษณาฟรี l หางาน l คอมพิวเตอร์ l เว็บบอร์ด | ตลาดออนไลน์ | อัตราค่าลงโฆษณา
www.cmprice.com เว็บไซต์ของฅนเชียงใหม่ เครื่องฟอกอากาศ pm2.5 Oxygen สุดคุ้ม ราคาถูก 1,490 ลำพูน-เชียงใหม่ ส่งฟรี!

หน้าแรก » เว็บบอร์ด
ข่าวการเมือง
เว็บบอร์ด » ข่าวการเมือง
รายละเอียดของห้อง : ข่าวการเมือง ประเด็นร้อนน่าจับตา ตนเหนือเราต้องมีส่วนร่วม
กระทู้ที่ตอบกลับล่าสุด | สร้างกระทู้ใหม่ | ดูกระทู้ทั้งหมด | ค้นหากระทู้ :
ตร.พลิก-จับทันที 9แกนนํา ศาลอนุมัติขัง2วัน

แชร์หน้านี้ ไปยัง facebook ตอบกลับกระทู้นี้ VV กดถูกใจกระทู้นี้ VV
ตร.พลิก-จับทันที 9แกนนํา ศาลอนุมัติขัง2วัน
โพสต์โดย กรรมกรข่าว , วันที่ 27 ก.ค. 50 เวลา 10:21:20 IP: Hide ip    


กด like เพื่อติดตามข่าวสารดีๆ
จาก cmprice.com
VVVVVV
ลิงก์ผู้สนับสนุน

ลิงก์ผู้สนับสนุน


 

© เนื้อหาข่าว/กระทู้

 

กรณีศาลอาญามีคำสั่งงดการไต่สวนคำร้องขออนุมัติหมายจับ 9 แกนนำ แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) ทั้ง 9 คน ตามที่พนักงานสอบสวนกองบัญชาการตำรวจนครบาลยื่นคำร้องไว้ เนื่องจากศาลสามารถไกล่เกลี่ยให้คู่ความทั้งสองฝ่ายตกลงกันได้ โดยการให้ผู้ต้องหายอมรับข้อกล่าวหาเอง และไม่ต้องมีการออกหมายจับ ศาลจึงมีคำสั่งนัดให้แกนนำ  นปก.ทั้งหมด เดินทางไปศาล เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาที่ศาลนั้น

9 แกนนำเดินทางมาศาลพร้อมหน้า

ความคืบหน้า ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก วันที่ 26 ก.ค. ตั้งแต่เวลา 09.00 น. แกนนำ  นปก.ทั้ง 9 คน ทยอยเดินทางไปยังศาลอาญา โดย พ.อ.อภิวัน วิริยะชัย ผู้ถูกกล่าวหาที่ 7 เดินทางมาเป็นคนแรก พร้อมกับนายชินวัฒน์ หาบุญพาด นายกสมาคมพิทักษ์ผลประโยชน์ ผู้ขับรถแท็กซี่ ที่มาให้กำลังใจ จากนั้น นพ.เหวง โตจิราการ ผู้ถูกกล่าวที่ 5 นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย ผู้ ถูกกล่าวหาที่ 6 นายจรัล ดิษฐาอภิชัย ผู้ถูกกล่าวหาที่ 8 นายมานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 9 โดยทั้งหมดต่างคนต่างเดินทางมา ส่วนกลุ่มนายวีระ มุสิกพงศ์ ผู้ ถูกกล่าวหาที่ 1 นายจตุพร พรหมพันธุ์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 นายจักรภพ เพ็ญแข ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 เดินทางมาถึงศาลในเวลาประมาณ 09.50 น. 

พบเลขาฯศาลรับทราบข้อกล่าวหา

หลังจากนั้นทั้งหมดได้เข้าพบนายธันว์ บุณยะตุลานนท์ เลขานุการศาลอาญา ที่ห้องทำงานชั้น 10 เสร็จแล้วขึ้นไปยังห้องประชุมสำนักงานศาลยุติธรรมชั้น  12 อาคารศาลอาญา พบ พล.ต.ต.เจตน์ มงคลหัตถี รอง ผบช.น. หัวหน้าพนักงานสอบสวนและคณะพนักงานสอบสวนที่รอแจ้งข้อกล่าวหากับแกนนำ  นปก.ใน 2 ข้อหา คือมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง และข้อหาสั่งการหรือยั่วยุปลุกระดมให้กลุ่มบุคคลกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง และขัดขืนคำสั่งเจ้าพนักงาน อย่างไรก็ตาม การแจ้งข้อกล่าวหาแกนนำ  นปก. ครั้งนี้ศาลได้มีคำสั่งห้ามผู้สื่อข่าวและช่างภาพขึ้นไปยังห้องประชุมสำนักงานศาลยุติธรรม ที่ใช้เป็นสถานที่ แจ้งข้อกล่าวหาแกนนำ  นปก.ทั้ง 9 คน เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยภายในศาล ขณะที่ผู้มาให้กำลังใจแกนนำ  นปก. ก็รวมตัวกันอยู่ข้างล่างจำนวนหนึ่ง 

ตำรวจตลบหลังแจ้งจับทันที

ต่อมาเวลา 14.00 น. พนักงานสอบสวนได้ดำเนินการพูดจาไกล่เกลี่ยกับแกนนำทั้ง 9 ที่ห้องประชุมชั้น 12 ของอาคารศาลอาญา ซึ่งบริเวณดังกล่าวเป็นที่ทำการของสำนักงานศาลยุติธรรม แต่แล้ว พ.ต.ท.อาคม จันทนลาช รอง ผกก.สส.สน.ปทุมวัน พนักงานสอบสวนในคดี ได้แสดงท่าทีเปลี่ยนไป กลับลำว่าขอแจ้งข้อกล่าวหาแก่บุคคลทั้ง 9 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138, 140, 215, 216 และ พ.ร.บ.จราจร พ.ร.บ.การควบคุมการโฆษณา โดย อ้างว่ามีเหตุที่จะควบคุมขัง ตามกฎหมาย ป.วิอาญา ทำให้ แกนนำทั้ง 9 คน แสดงความไม่พอใจ และรีบโทรศัพท์ ติดต่อทนายความ โดยเฉพาะนายเจษฎา จันทน์ดี ทนายความ ที่ทำหน้าที่เมื่อวันก่อน มาดำเนินการคัดค้าน 

ยื่นคำร้องขอฝากขังแกนนำทุกคน

หลังจากนั้น พ.ต.ท.อาคม จันทนลาช ได้ยื่นคำร้องขอฝากขังแกนนำทั้ง 9 คน จำนวน 1 ฉบับ เป็นคดีคำร้องที่ พ.1562 โดยกล่าวหาว่าร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้ายขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำอย่างหนึ่งอย่างใด ให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง โดยมีอาวุธและโดยเป็นหัวหน้าหรือเป็นผู้มีหน้าที่สั่งการในการกระทำความผิดนั้น เมื่อเจ้าพนักงานสั่งให้ผู้มั่วสุมเลิกกระทำดังกล่าวแล้วไม่เลิก และร่วมกันต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน หรือผู้ซึ่งต้องช่วยเหลือเจ้าพนักงานในการปฏิบัติตามหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือใช้กำลังขู่เข็ญว่าจะประทุษร้ายโดยร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป และร่วมกันต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน หรือผู้ซึ่งต้องช่วยเหลือเจ้าพนักงานฯโดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย โดยร่วมกันกระทำผิดตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป ร่วมกันเดินแถวเดินเป็นขบวนแห่หรือเดินเป็นขบวนใดๆ ในลักษณะที่เป็นการกีดขวางการจราจร โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน ร่วมกันกระทำการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียง โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน 

แจงเหตุพฤติการณ์กระทำผิด 

ในคำร้องระบุถึงพฤติการณ์กระทำผิดในวันที่ 22 ก.ค. ที่ผ่านมา สรุปว่า ผู้ต้องหาทั้ง 9 คน ได้กล่าว ปราศรัยและนำผู้ชุมนุมมาประท้วงที่หน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ ของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ โดยไม่มีท่าทีว่าจะยุติ ตำรวจขอให้สลายตัวกลับไม่ยอม ผู้ต้องหาทั้ง 9 ได้ประกาศกับผู้ชุมนุมว่า จะมีทหารตำรวจมาสลายการชุมนุม และพูดชี้นำให้ใช้กำลังไม่ให้ถอยหนีเจ้าหน้าที่ จนเกิดความไม่สงบทำให้ตำรวจบาดเจ็บ 200 คน และทรัพย์สินทางราชการเสียหาย โดยพนักงานสอบสวนมีหลักฐานชัดเจนว่าผู้ต้องหาทั้ง 9 คน ได้ร่วมกันกระทำความผิดครั้งนี้ ต่อมาวันที่ 23 ก.ค. พนักงานสอบสวนได้ยื่นคำร้องขอศาลออกหมายจับผู้ต้องหา และศาลมีคำสั่งให้ผู้ต้องหามารับทราบข้อกล่าวหาในวันนี้ ซึ่งพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาให้ทราบแล้ว แต่ผู้ต้องหาทั้ง 9 ให้การปฏิเสธ

แถมคัดค้านการขอประกันตัว 

ในคำร้องระบุด้วยว่า เนื่องจากผู้ต้องหาทั้ง 9 คน ยังไม่ใช่ผู้ถูกจับกุม และยังไม่ได้มีการออกหมายจับ แต่ กรณีการกระทำผิดเป็นความผิดมีอัตราโทษเกิน 3 ปี และพนักงานสอบสวนมีพยานหลักฐานจากการสืบสวนและพฤติการณ์การกระทำของผู้ต้องหาทั้ง 9 คน ว่ายังจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือก่อเหตุอันตรายประการอื่น คือยังคงมีการจัดการชุมนุม กล่าวปราศรัยโจมตีพลเอกเปรม และการปฏิบัติหน้าที่มาโดยตลอด ยั่วยุให้ กลุ่มผู้ชุมนุมฮึกเหิม ไม่คำนึงถึงความสงบเรียบร้อยในบ้านเมือง และการสืบสวนการข่าวของตำรวจ ทราบว่าในวันศุกร์ที่ 27 ก.ค.นี้ จะมีการนัดชุมนุมและเคลื่อนผู้ชุมนุมไปที่บ้านพลเอกเปรม อาจก่อให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองได้อีก พฤติการณ์ดังกล่าวของผู้ต้องหาทั้ง 9 คน ทางพนักงานสอบสวนเห็นว่าเป็นเหตุที่ศาลจะออกหมายขังผู้ต้องหาทั้ง 9 คน คดีนี้พนักงานสอบสวน ยังสอบสวนไม่เสร็จสิ้น ต้องสอบพยานเพิ่มเติมอีก 200 ปาก ดังนั้น เพื่อความสะดวกเรียบร้อยในบ้านเมือง จึงขอให้ศาลออกหมายขังผู้ต้องหามีกำหนด 12 วัน นับตั้งแต่ 26 ก.ค.-วันที่ 6 ส.ค. ท้ายคำร้อง พนักงานสอบสวนได้ขอคัดค้านการประกันตัว พร้อมทั้งขอรับตัวผู้ต้องหาทั้ง 9 คนไปควบคุมตัว เพื่อพิมพ์ลายนิ้วมือผู้ต้องหา และลงประจำวันตามระเบียบการตำรวจเกี่ยวกับคดีต่อไป 

กลุ่มแกนนำขอไต่สวนคำร้อง

ถัดมาเวลา 15.00 น. ศาลได้เปิดห้องพิจารณา 704 ดำเนินการการไต่สวนคำร้องฉบับที่ พ. 1562 ดังกล่าว โดยแกนนำทั้ง 9 คน ทยอยเข้าไปในห้องอย่างพร้อมเพรียงกัน จากนั้นศาลได้แจกจ่ายสำเนาคำร้องขอออกหมายขังคดีที่ 1562/2550 ต่อแกนนำทั้งหมด จากนั้นสอบถามทีละคนว่าจะคัดค้านหรือไม่ แกนนำทั้ง 9 คน แถลงคัดค้านสอดคล้องกัน สรุปใจความว่า พวกตนมาศาลอาญาในวันนี้ ตามที่ศาล โดยนายวิชัย ช้างหัวหน้า รองอธิบดีศาลอาญา ได้ทำการไต่สวนคำร้องขอหมายจับ คดีที่ จ. 1605/50 ซึ่งคดีดังกล่าว พวกตนได้เตรียมตัวมาคัดค้านและศาลได้ขอให้ตำรวจนัดแกนนำมาไกล่เกลี่ยและมาทราบข้อกล่าวหาเท่านั้น ไม่ได้บอกว่าจะมาจับกุมพวกตน หากพวกตนรับทราบมาก่อนว่าจะถูกจับกุม ก็จะได้เตรียมพยานหลักฐานหรือหลักทรัพย์มาประกันตัว 

ระบุตำรวจทำคดีมีเลศนัย 

ดังนั้น การที่ศาลออกนั่งบัลลังก์ในขณะนี้ ตามคำร้องออกหมายขังที่ 1562/50 จึงเป็นการซ้ำซ้อนกับคดีที่ จ.1605/50 พวกตนจึงไม่ขอยอมรับการตกเป็นผู้ ต้องหา และพวกตนมาศาลในวันนี้ เพราะเชื่อในสถาบันศาล จึงขอให้ศาลพิจารณายกคำร้องที่ พ. 1562 แล้วทำการพิจารณาคดีที่ จ. 1605/50 ต่อไป นอกจากนี้ แกนนำทั้ง 9 คน ยังให้ข้อสังเกตด้วยว่า ตามคำร้องฉบับที่ พ. 1562 ที่พนักงานสอบสวนอ้างว่าได้ทำการสอบสวนพวกตน และพวกตนให้การปฏิเสธนั้น ขอยืนยันว่าตำรวจยังไม่เคยดำเนินการสอบสวนพวกตน และพวกตนก็ยังไม่เคยให้การปฏิเสธ ศาลจึงบันทึกปากคำไว้ดำเนินการต่อไป 

แนวร่วมเฮโลไปให้กำลังใจ

ส่วนบรรยากาศที่หน้าศาลอาญา ภายหลังมีข่าวว่า พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาแก่แกนนำทั้ง 9 คน และจะควบคุมตัวไป สน.สามเสน ปรากฏว่าได้มีการระดมแนวร่วมเดินทางไปชุมนุมที่หน้าศาลอาญา ประมาณ 200 คน ส่วนหนึ่งรออยู่ที่บันไดศาล อีกส่วนหนึ่งขึ้นไปให้กำลังใจยังห้องพิจารณาคดี 704 ระหว่างพิจารณาคดีมีผู้ให้กำลังใจบางคนส่งเสียงดัง จนเจ้าหน้าที่ศาลต้องเชิญตัวออกไปข้างนอก ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ระดมตำรวจ กก.ปจ. บก.สปพ. ปราศจากอาวุธ ประมาณ 200 นาย ไปควบคุมสถานการณ์ โดยตั้งขบวนเรียงแถวเป็นแนวกั้นจากหน้าลิฟต์ในอาคารศาลอาญา ตลอดไปยังพื้นผิวถนนหน้าศาลอาญา โดยมีรถตู้สีขาว ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติจอดรออยู่ ในขณะที่ผู้ชุมนุมพยายามปรบมือและโห่ร้อง แสดงความประชดประชันการเพิ่มกำลังของเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่ไม่มีเหตุการณ์อะไรรุนแรง

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติม หลังจากที่ศาลได้ ไต่สวนผ่านไปประมาณ 1 ชั่วโมง ศาลได้เตรียมอ่านรายงานกระบวนพิจารณา และมีคำสั่งเกี่ยวกับหมายขัง ที่ พ. 1562 แต่ปรากฏว่านายมานิตย์ จิตต์จันทร์กลับได้ลุกขึ้นแถลงคัดค้านการไต่สวนทั้งหมดในครั้งนี้ ศาลจึงขอให้นายมานิตย์เขียนคำแถลงเป็นเอกสาร แล้วให้พักการพิจารณาเป็นเวลา 30 นาที

ศาลอนุมัติให้ฝากขังได้ 2 วัน

ต่อมาเวลา 18.10 น. ศาลได้ออกนั่งบัลลังก์ มีคำสั่งในคำร้องขอออกหมายขังว่า พิจารณาคำร้องของพนักงานสอบสวนแล้ว พนักงานสอบสวนยืนยันว่าได้แจ้งข้อหาแก่ผู้ต้องหาแล้ว จึงมีอำนาจขอฝากขังผู้ต้องหาได้ และขออนุญาตให้ฝากขังเป็นเวลา 12 วัน โดยขอรับตัวกลับไปทำการสอบสวนต่อที่ สน.สามเสน เพื่อพิมพ์ลายนิ้วมือและลงบันทึกประจำวันนั้น เห็นว่าการขอรับตัวไปทำการสอบสวนที่ สน.สามเสน เป็นเวลา 12 วัน เป็นเวลาที่นานเกินสมควร จึงมีคำสั่งอนุญาตให้ฝากขังและรับตัวกลับไปที่ สน.สามเสน เป็นเวลาเพียง 2 วันเท่านั้น เสร็จแล้วยุติการพิจารณา ปรากฏว่าฝ่ายผู้ต้องหาและผู้สนับสนุนประมาณ 100 คน เกิดอาการไม่พอใจ ลุกฮือ ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องขึ้นไปควบคุมสถานการณ์ เพื่อความเรียบร้อย 

ตร.ต้องหิ้วปีก-อุ้มทั้งเก้าอี้ลงจากศาล 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เหตุการณ์ทำท่าจะไม่ยุติกันง่ายๆ เมื่อนายมานิตย์ยืนขึ้นโบกมือลักษณะเร่งเร้าให้ผู้ชุมนุมโห่ฮา จนตำรวจต้องเพิ่มกำลัง เนื่องจากมีกลุ่มผู้สนับสนุนขึ้นมาจากด้านล่างของศาล ในขณะที่ ผู้ต้องหาพากันตะโกนว่า ไม่ขอรับทราบคำสั่งศาล และไม่ขอประกันตัว โดยบอกว่า ที่มาศาลตั้งใจมาไกล่เกลี่ย แต่ตำรวจกลับสร้างเรื่องมาขอให้ศาลขัง จึงไม่ขอรับทราบคำสั่งศาล จากนั้นแกนนำ นปก.ทั้งหมดได้นั่งอยู่ในห้องพิจารณา โดยไม่ยอมออกไปไหนนานกว่า 1 ชั่วโมง ในที่สุดเจ้าหน้าที่ต้องตัดสินใจหิ้วปีกลากตัวลงมาจากชั้น 7 ทีละคน ไปขึ้นรถตู้ที่จอดรออยู่หน้าศาลด้วยความทุลักทุเล แต่ละคนใช้กำลังตำรวจคุ้มกันประมาณ 30 นาย โดยเฉพาะนายมานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ ไม่ยอมลุกจากเก้าอี้ ทางตำรวจต้องใช้วิธีอุ้มมาทั้งเก้าอี้ ท่ามกลางเสียงโห่ฮาของกลุ่มผู้ชุมนุมดังลั่น ใช้เวลาประมาณ 10 นาที จึงเคลื่อนย้ายตัวผู้ต้องหาลงจากศาลเสร็จสิ้น

นำไปควบคุมที่ สน.สามเสน

จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้นำผู้ต้องหาทั้ง 9 คน ขึ้นรถตู้ เดินทางออกจากศาลอาญาในเวลา 19.00 น. เศษ มุ่งหน้าไปยัง สน.สามเสนทันที โดยมีรถสายตรวจ 191 ขับประกบหน้าหลัง ปิดท้ายขบวนด้วยรถกระบะสายตรวจของ สน.พหลโยธิน ท่ามกลางรถสื่อมวลชนที่ขับติดตามมาเป็นพรวน ประมาณ 20 คัน โดยใช้เส้นทางถนนรัชดาฯขึ้นทางด่วนประชานุกูล ไปลงถนนพระราม 6 เลี้ยวเข้าถนนสุโขทัย กินเวลา 20 นาที ก็ถึงจุดหมาย ขณะที่หน้าสน.สามเสน มีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจปราบจลาจล ตำรวจสายตรวจของ สน.สามเสน ตรึงกำลังรออยู่ประมาณ 100 นาย ป้องกันไม่ให้กลุ่มผู้สนับสนุนเข้าไปภายใน สน. เมื่อรถตู้แล่นเข้าเทียบจอดหน้า สน. แกนนำทั้ง 9 คน ได้เดินลงจากรถตู้ แล้วโบกไม้โบกมือให้กลุ่มผู้สนับสนุน ก่อนจะเดินเข้าห้องฝ่ายปฏิบัติการไปพร้อมกัน จากนั้น พนักงานสอบสวนได้ปิดห้อง ห้ามผู้ไม่เกี่ยวข้องเข้าไป

เลขาฯศาลแจงเหตุจับ 9 แกนนำ 

นายธันว์ บุณยะตุลานนท์ เลขานุการศาลอาญา เปิดแถลงว่า เดิมคดีนี้ตำรวจมาขอหมายจับ ตั้งแต่วันที่ 24 ก.ค. ศาลไต่สวนแล้ว ยังไม่จบ เลื่อนไปเป็นวันที่ 25 ก.ค. โดยฝ่ายผู้ถูกขอออกหมายจับไม่มา 2 คน และได้ขอซักค้านการออกหมายจับ ศาลถามตำรวจว่า ถ้าแกนนำทั้ง 9 คน  จะมามอบตัวที่ศาล จะรับตัวไว้หรือไม่ ตำรวจบอกว่าพร้อมรับตัว ศาลจึงบันทึกไว้ว่า ฝ่ายผู้ต้องหาพร้อมรับทราบข้อหา และพร้อมมอบตัว ตำรวจก็พร้อมรับตัวและจะขอถอนหมายจับ โดยมีเงื่อนไขว่า ผู้ต้องหาต้องมาให้ครบ ศาลจึงนัดให้มาที่ศาลอาญาในวันที่ 26 ก.ค.นี้ เพื่อรับทราบข้อกล่าวหา ปรากฏว่าผู้ต้องหามาครบและรับทราบข้อกล่าวหา สำหรับคนที่ไม่มา ก็ให้มีการไต่สวนต่อไป ซึ่งคนที่มาให้มีผลเป็นการถอนหมายจับ ปรากฏว่าในวันนี้ ผู้ต้องหาทั้ง 9 คนมาครบ ตนจึงนำไปที่ห้องประชุม เมื่อตำรวจและผู้ถูกกล่าวหามาพร้อมหน้ากันแล้วแสดงตัวต่อพนักงานสอบสวน จึงมีผลเป็นการจำหน่ายคำขอหมายจับ  

วีระให้แกนนำอยู่ภายใต้กฎหมาย

จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งข้อกล่าวหา พร้อมทั้งยื่นคำขอฝากขังตามกฎหมาย และได้รับตัวผู้ต้องหาไว้ ทางตำรวจเห็นว่า ผู้ต้องหามีพฤติการณ์จะไปก่ออันตรายและก่อเหตุชุมนุมอีก จึงขอฝากขังเป็นเวลา 12 วัน ศาลไต่สวนคำขอฝากขังในวันนี้ แล้วมีคำสั่งอนุญาต แต่ให้รับตัวไปสอบสวนที่ สน.สามเสน เพียง 2 วันเท่านั้น ขณะเดียวกัน ฝ่ายผู้ต้องหาได้เรียกร้องขอให้มีการพิจารณาคดีตามคำขอหมายจับใหม่อีกครั้ง ศาลเห็นว่าตำรวจได้ทำตามเงื่อนไขที่ให้ไว้กับศาล และศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีขอออกหมายจับไปแล้ว จึงไม่อาจพิจารณาคดีขอหมายจับใหม่อีกได้ จึงส่งตัวผู้ต้องหาทั้ง 9 คน ไป ที่ สน.สามเสน โดยทางนายวีระ มุสิกพงศ์  ก็ยังช่วยพูดขอให้แกนนำทั้งหลายอยู่ภายใต้ของกฎหมาย มีเพียงนายมานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ คนเดียวเท่านั้น ที่ไม่ยอมรับที่จะไป สน.สามเสน นั่งไม่ยอมลุก จึงต้องเชิญตัวไป โดยยกไปทั้งเก้าอี้ 

เตือนอย่าวิจารณ์คำสั่งศาล

เลขานุการศาลอาญากล่าวว่า คดีนี้ตำรวจแจ้งข้อหาเพียง 2 ข้อหาหลัก ตามประมวลกฎหมายอาญา และกฎหมายอื่นๆ เป็นเพียงคดีอาญาเรื่องหนึ่งไม่ใช่คดีการเมือง ศาลไม่ใช่เครื่องมือของตำรวจ แต่ตำรวจและผู้ถูกกล่าวหาเองต่างหากที่ยินยอมปฏิบัติตามเงื่อนไขของศาล และศาลได้ดำเนินการไปตามกฎหมายแล้ว ดังนั้นประชาชนที่ยังไม่เข้าใจข้อมูลครบถ้วน อย่าได้วิพากษ์วิจารณ์คำสั่งศาลเพราะอาจผิดพลาดได้ ทำให้คนเข้าใจศาลผิดไป ส่วนการวิจารณ์ในเชิงหลักกฎหมาย สามารถกระทำได้ สำหรับผู้ที่ก่อความรบกวนภายในบริเวณศาลวันนี้ ศาลได้ชี้แจงจนเข้าใจดีแล้ว จนได้สลายตัวไปโดยไม่มีปัญหาใดๆ ด้านพ.ต.ท.อาคม จันทนลาช พนักงานสอบสวน กล่าวว่า ศาลให้นำตัวผู้ต้องหาไป สน.สามเสน เพียง 2 วัน ดังนั้น จะเร่งสอบสวนแล้วนำตัวมาส่งคืนศาลวันที่ 27 ก.ค.นี้ เวลา 16.30 น.

หมอเหวงฉุนขาดด่ายับ ตร.หักหลัง 

นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำ นปก. ให้สัมภาษณ์ ทางโทรศัพท์หลังถูกล็อกตัว ตกเป็นผู้ต้องหาว่า ความพยายามที่จะจับแกนนำทั้ง 9 คนของ นปก.แสดงให้เห็นถึงธาตุแท้ของตำรวจยุคเผด็จการ เพราะในวันที่มาแถลงต่อศาล ก็มีการตกลงกับศาลไว้แล้วว่า จะมารับทราบข้อกล่าวหา โดยศาลรับปากแล้วว่า ไม่มีการจับกุมตัว แต่เมื่อมาถึงตำรวจก็พยายามใช้อำนาจมาควบคุมตัว ทรยศหักหลัง คนด้วยการใช้ศาลให้เป็นประโยชน์ ในการเล่นงาน นปก. เพื่อทำลายการต่อสู้ทางการเมืองของประชาชน การกระทำ เช่นนี้ไม่ต่างอะไรกับการราดเชื้อไฟเข้าไปในกองเพลิงความแค้นของประชาชนที่สนับสนุน นปก.จะเกิดขึ้นอย่างมหาศาล เชื่อแน่ว่าคนสั่งการเรื่องนี้ คือ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผบ.ทบ. และประธาน คมช. รวมทั้ง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส รักษาการ ผบ.ตร. ที่เอาเกียรติของตำรวจมาทำลาย เพื่อแลกกับการจับตัวแกนนำ นปก. นปก.จะเอาภาพการถูกจับครั้งนี้ไปฟ้องร้องกับองค์การสหประชาชาติ และขณะนี้ เป็นห่วงเวทีที่สนามหลวงว่าอาจจะถูกกำลังตำรวจเข้าไปรื้อถอน แต่ก็เชื่อว่าประชาชนเองคงไม่ยอมแน่  

แค้นจัดประกาศจะแจ้งความกลับ

ขณะที่นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ กล่าวว่า จะต่อสู้ โดยจะไม่ยอมให้มีการควบคุมตัวอย่างเด็ดขาด เพราะถือนปก.เป็นผู้มามอบตัว ไม่ได้ถูกออกหมายจับ เมื่อแกนนำ มามอบตัวและรอการแจ้งข้อกล่าวหาอยู่ดีๆ อยู่ๆตำรวจก็จะมาควบคุมตัวไปฝากขัง เป็นการหักหลังแบบบันลือโลก น่าห่วงกระบวนการยุติธรรมของประเทศ นอกเหนือจากที่อำนาจบริหารและนิติบัญญัติจะถูกทำลายไปแล้ว อำนาจตุลาการก็ยังถูกแทรกแซงโดยเผด็จการด้วย ส่วนนายจตุพร พรหมพันธุ์ กล่าวว่า การที่ตำรวจมาอ้างจะใช้ อำนาจควบคุมตัวนั้น ถือเป็นการควบคุมตัวโดยมิชอบและหากจับขังคุกก็จะไม่ขอประกันตัว อะไรจะเกิดก็เกิด มั่นใจว่าหากจับแกนนำ นปก.ไปแล้ว หลังจากนี้เกิดอะไรขึ้นตำรวจจะคุมสถานการณ์ไว้ไม่อยู่แน่ๆ และ นปก. ประกาศเลยว่าจะแจ้งความกลับกับตำรวจชุดนี้แน่นอน  

“ป๋า” ส่งตัวแทนเยี่ยม ตร.ที่บาดเจ็บ

วันเดียวกัน ที่ห้องซีซียู อาคารข้าราชการตำรวจ รพ.ตร. พ.ต.อ.ขจรศักดิ์ เกรียงศักดิ์พิชิต รอง ผบก. สถาบันพัฒนาข้าราชการตำรวจ ผู้แทนของ พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เดินทางไปเยี่ยมอาการของ ด.ต.นรา วังมะนาว ผบ.หมู่ ป. สน.ตลาดพลู ที่ได้รับบาดเจ็บจากการปะทะกับกลุ่มผู้ชุมนุมหน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ โดยนำกระเช้าดอกไม้และเงินจำนวนหนึ่ง มอบให้ พ.ต.อ.ขจรศักดิ์กล่าวว่า ประธานองคมนตรีฝากความเป็นห่วง และชื่นชมเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ทำงานได้ อย่างดีที่สุดแล้ว ซึ่ง พล.อ.เปรมมีความเห็นใจ และเข้าใจตำรวจที่ได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างอดทน อดกลั้นต่อสิ่งยั่วยุมาโดยตลอด ที่ผ่านมา ได้มอบหมายให้นำกระเช้าดอกไม้และเงินสดไปเยี่ยมตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บหลายราย 

วอนผู้ชุมนุมเห็นใจ ตร.ที่ทำหน้าที่

พล.ต.ต.สมยศ ดีมาก นายแพทย์ (สบ 6) รพ.ตร. กล่าวถึงอาการบาดเจ็บของ ด.ต.นราว่า หลังจากแพทย์ได้สลาย ลิ่มเลือด แต่เนื่องจากมีความดันเพิ่มขึ้น ร่างกายจึงเกิดอาการอ่อนเพลีย ซึ่ง ด.ต.นรา มีอาการเส้นเลือดตีบตันมาก่อนที่จะประสบเหตุครั้งนี้ ขณะนี้คงต้องนอนพักฟื้น เพื่อรอดูอาการ คาดว่า 2-3 วัน สามารถกลับบ้านได้ ด้าน ด.ต.นรากล่าวว่า รู้สึกมีกำลังใจและขอขอบคุณที่ประธานองคมนตรีมอบหมายให้ผู้แทนมาเยี่ยม รวมถึงผู้บังคับบัญชา ต่างๆ ที่ให้ความดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดี เหตุการณ์ในวันนั้น ได้เห็นตำรวจถูกขว้างปาจนได้รับบาดเจ็บไปหลายคน จึงอยากฝากให้กลุ่ม นปก.มีความเห็นใจตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ เพราะต่างก็เป็นคนไทยด้วยกัน 

เสรีพิศุทธ์กำชับการดำเนินคดี 

ส่วนที่ บช.น. เมื่อเวลา 08.00 น. พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส รักษาการ ผบ.ตร.เรียกประชุมตำรวจมี พล.ต.ท.อดิศร นนทรีย์ ผบช.น. และ พล.ต.ต.นิพนธ์ ภุมรินทร์ รอง ผบช.น.ฝ่ายกิจการพิเศษ ดำเนินการควบคุมดูแลรักษาความเรียบร้อยของกลุ่มผู้ชุมนุมทางการเมืองใช้เวลานานประมาณ 1 ชั่วโมง จากนั้น พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์เดินทางกลับโดยไม่ให้สัมภาษณ์ พล.ต.ท.อดิศรกล่าวว่า รักษาการ ผบ.ตร.ได้กำชับให้ดำเนินการเกี่ยวกับฟ้องร้องดำเนินคดีกับกลุ่มแกนนำ นปก.และให้ตำรวจเตรียมจัดอุปกรณ์ในการควบคุมฝูงชน ซึ่งมีแนวโน้มจะใช้ความรุนแรงมากขึ้น เพื่อให้เกิดภาพของความรุนแรงเผยแพร่ไปยังต่างประเทศ ให้โลกเห็นภาพการปะทะระหว่างตำรวจกับฝูงชน แล้วโยนความผิดว่าตำรวจทำร้ายประชาชน

เตรียมอรินทราชควบคุมฝูงชน 

ผบช.น.กล่าวว่า ตำรวจคงไม่ปล่อยให้แกนนำพาประชาชนเคลื่อนขบวน หากยังดื้อดึงขัดขืนต้องดำเนินการตามกฎหมาย โดยเฉพาะแกนนำและพวกฮาร์ดคอร์ เน้นไปที่กลุ่มแกนนำมากกว่า จะเห็นว่ากลุ่มผู้รักษาความปลอดภัยของกลุ่ม นปก.มักจะใช้ความรุนแรงกับเจ้าหน้าที่ตำรวจก่อนเสมอ ทั้งวาจาและการแสดงออก มีการทำลายทรัพย์สินของทางราชการ บทเรียนจากวันที่ 22 ก.ค. ชัดเจนว่าแกนนำไม่ต้องการเจรจา ที่ผ่านมาตำรวจ สน.ต่างๆได้ส่งเจ้าหน้าที่ธุรการที่ไม่ได้รับการฝึกยุทธวิธีการควบคุมฝูงชนมานานหรือไม่ได้รับการฝึก แต่จากนี้ไปจะเน้นเฉพาะ ผู้ที่เคยได้รับการฝึกอบรมและจะมีการเตรียมหน่วยอรินทราช หรือหน่วยปฏิบัติการพิเศษ หากกลุ่มผู้ชุมนุมใช้อาวุธต่างๆก็จะใช้ตำรวจหน่วยอรินทราชเข้าจัดการควบคุมให้เหตุการณ์อยู่ในความสงบ ส่วนขั้นตอนการดำเนินคดีกับแกนนำ พล.ต.ต.เจตน์ มงคลหัตถี รอง ผบช.น. หัวหน้าพนักงานสอบสวน ได้ส่งสำนวนให้ศาลออกหมายจับไปแล้ว ทั้งนี้ ต้องอยู่ที่ดุลพินิจของศาลว่าจะพิจารณาออกไปอย่างไร ในความคิดส่วนตัวหากแกนนำทั้ง 9 คน ได้ประกันตัวออกมา อาจจะไปยั่วยุให้เกิดความวุ่นวายมากขึ้นกว่าเดิมจนบ้านเมืองเกิดความเสียหาย 

พล.ต.ท.อดิศรกล่าวอีกว่า พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์มอบเงินช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับบาดเจ็บตามเกณฑ์ ต่างๆ ผู้ที่ต้องนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลที่มีอาการหนักจะได้รับเงินช่วยเหลือรายละ 30,000 บาท ส่วนผู้มีบาดแผลแตกแต่ไม่ถึงขั้นต้องนอนรักษาตัว ได้รับรายละ 10,000 บาท ฟกช้ำดำเขียวได้รายละ 5,000 บาท และบาดเจ็บเล็กน้อยสามารถทำงานได้รับเงินคนละ 2,000 บาท ส่วนผู้ปฏิบัติหน้าที่ในวันเกิดเหตุจะมอบเงินให้กับต้นสังกัดเพื่อนำไปบำรุงขวัญจำนวนหนึ่ง

“เปรม” ชี้คนไทยทะเลาะกันไม่ดี

อีกด้านเมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 26 ก.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เดินทางไปแสดงปาฐกถานำเรื่อง “ภาษาไทยบนแผ่นดินไทย” เนื่องในโอกาสวันภาษาไทยแห่งชาติ ประจำปี 2550 โดยมี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี คุณหญิงไขศรี ศรีอรุณ รมว.วัฒนธรรม ดร.กาญจนา นาคสกุล นายกสมาคมครูภาษาไทยแห่งประเทศไทย รวมทั้งครู-อาจารย์ภาษาไทยกว่า 300 คน รอให้การต้อนรับและร่วมสัมมนา ทั้งนี้ พล.อ.เปรมได้ทักทาย พล.อ.สุรยุทธ์ด้วย สีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ต่อมาเวลา 10.00 น. พล.อ.เปรมตอบข้อซักถามผู้สื่อข่าวกรณีที่จะลดปัญหาความขัดแย้ง ให้กับบ้านเมืองในขณะนี้ โดยเฉพาะปัญหาระหว่างกลุ่มนปก.กับกลุ่มคนรักสงขลาว่า “ผมไม่รู้คำตอบ” เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า แต่ตอนนี้บ้านเมืองเริ่มกลายเป็นความขัดแย้งชัดเจนระหว่าง 2 กลุ่ม จะแก้ปัญหาอย่างไรเพื่อไม่ให้เกิดความแตกแยกมากขึ้น พล.อ.เปรมกล่าวว่า “ผมไม่ทราบ แต่ผมคิดว่าคนไทยน่าจะเข้าใจว่าการทะเลาะกันมันไม่ดี จะไปตื๊ออะไรกันมากมาย” 

ผู้ชุมนุมคนรักป๋าบุกบ้านวีระ

ขณะเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดสงขลาว่า เมื่อเวลา 11.00 น. กลุ่มคนรักป๋าได้รวมพลกันกว่า 5 พันคน เดินทางมายังบ้านของนายเคล้า นางส่อง มุสิกพงษ์ บิดาและมารดาของนายวีระซึ่งอยู่ที่บ้านหมู่ 1 ต.ระวะ อ.ระโนด จ.สงขลา โดยรถแต่ละคันที่เดินทางมามีการติดสติกเกอร์ด่านายวีระ หลังจากนั้นแกนนำผู้ที่เดินทางมา นำโดยนายอุทิศ ชูช่วย นายกเทศบาลนครสงขลา นายนวพล บุญญามณี นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา และผู้เกี่ยวข้องได้ขึ้นปราศรัยบนหลังรถปิกอัพ มีใจความว่าให้นายเคล้าและนางส่อง ช่วยอบรมสั่งสอนนายวีระให้คิดถึงบุญคุณของ พล.อ.เปรม ที่เคยช่วยเหลือเกื้อกูลมาตลอด อย่าจาบจ้วง และเลิกการบุกไปบ้านป๋าเปรมที่สี่เสาฯ เพราะชาวสงขลารับไม่ได้ หากไม่หยุดก็จะรวมพลเข้า กทม. เพื่อเผชิญหน้ากัน พร้อมกันนี้นายอุทิศได้มอบจดหมายเปิดผนึกแก่นายเคล้าให้ อบรมนายวีระให้ทำคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติดีกว่า 

เตือนกลุ่มคนรัก “ป๋า” อย่าละเมิดสิทธิ

ด้าน พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ให้ สัมภาษณ์ถึงกรณีกลุ่มสนับสนุน พล.อ.เปรม เตรียมบุกบ้านนายวีระ มุสิกพงศ์ แกนนำ นปก. ที่ อ.ระโนด จ.สงขลา และอาจกระทบกระทั่งกับกลุ่มโจมตี พล.อ.เปรมว่า เรื่องสิทธิการแสดงออกก็ถือเป็นส่วนหนึ่ง แต่ไม่ควรไปละเมิดสิทธิของบุคคลอื่นเช่นกัน เราต้องเคารพในสิทธิของบุคคลอื่น ในวิธีการของเราตนคิดว่าเราเคารพแม้กระทั่งเสียงข้อคิดเห็นของคนส่วนน้อย แต่เราคงจะต้องทำตามความคิดเห็นของคนส่วนใหญ่ นั่นคือการพูดถึงเรื่องสิทธิ แต่เมื่อสิทธิมีแล้วก็ต้องมีหน้าที่ด้วย มีหน้าที่ที่จะต้องช่วยกันดูแล และหน้าที่ที่สำคัญคือการทำให้เกิดความสงบขึ้นมาในชาติบ้านเมืองของเรา ถ้ามีสิทธิอย่างเดียวโดยที่ไม่มีหน้าที่ เราก็คงไม่สามารถอยู่ร่วมในสังคมด้วยกันได้ ผู้สื่อข่าวถามว่า มองเหตุจูงใจอย่างไร เหตุใดกลุ่ม นปก. จึงเลือกเป้าหมายเป็น พล.อ.เปรมในการโจมตี พล.อ. สุรยุทธ์ตอบว่า ไม่ทราบ ต้องไปถามกลุ่มผู้นำพีทีวี ส่วนความคืบหน้าในการดำเนินคดีกับกลุ่ม นปก.นั้น เท่าที่ได้ ติดตามข่าว ศาลก็จะเชิญผู้ที่ถูกกล่าวหาทั้งหมดมารับทราบข้อกล่าวหาในวันนี้ (26 ก.ค.) ส่วนเรื่องอื่นคงอยู่ที่ศาล ได้ดำเนินการต่อไป 

ไม่ขอวิจารณ์ศาลไกล่เกลี่ยหมายจับ

เมื่อถามว่า การที่ศาลนัดให้มาไกล่เกลี่ยแทนการออกหมายจับในตอนแรก เกรงหรือไม่ว่าต่อไปการบังคับใช้กฎหมายจะย่อหย่อน พล.อ.สุรยุทธ์ตอบว่า อยู่ที่ผู้ กล่าวหาและผู้ถูกกล่าวหา และอยู่ที่ศาลด้วย ถ้าหากว่าอยู่ในขั้นตอนของศาลแล้วก็คงจะต้องรอฟังการดำเนินการในขั้นนั้น เมื่อถามต่อว่า รัฐบาลจะช่วยประสานความเข้าใจระหว่าง 2 กลุ่มอย่างไร พล.อ.สุรยุทธ์ตอบว่า “ในขณะนี้รัฐบาลได้พยายามยืนอยู่ตรงจุดที่เราสามารถช่วยให้เกิดความเข้าใจในส่วนต่างๆได้ และได้พยายามมาโดยตลอด ได้มีการอะลุ้มอล่วยให้กับผู้ที่เดินขบวนคัดค้านและชุมนุมต่างๆ เป็นเรื่องที่ถือได้ว่าเราพยายามที่จะปรับตัวแล้ว ในส่วนที่เกินเลยที่เป็นการละเมิดสิทธิผู้อื่น เราก็คงต้องดำเนินการ” เมื่อถามว่า สังคมอาจมองว่าทำไมท่าทีของศาลจึงไม่แข็งกร้าว ยอมอ่อนจนเกินไปในการไม่ออกหมายจับในช่วงแรก พล.อ.สุรยุทธ์ตอบว่า เป็นเรื่องและวิธีการพิจารณาของศาล ตนไม่อยู่ในฐานะที่ไปวิพากษ์วิจารณ์ได้ 

ชี้ดีที่สุดคือการประนีประนอม

ต่อข้อถามว่า จะเป็นการตอกย้ำให้สังคมมองว่ามีการเกี้ยเซี้ยกันหรือไม่ พล.อ.สุรยุทธ์ตอบว่า ในกระบวนการศาลยุติธรรมของเรา มีขั้นตอนในการดำเนินการ และสิ่งที่ดีที่สุดก็คือการประนีประนอม ในกระบวนการชั้นศาลในคดีความต่างๆแม้ไม่ใช่คดีที่ร้ายแรง ศาลก็พยายามให้ประนีประนอม เพราะเมื่อเรื่องไปสู่ศาลและขณะนี้คดีก็มากพออยู่แล้ว เมื่อถามอีกว่า ขณะที่รัฐบาลพยายามประนีประนอมแต่ทาง นปก.ก็ดำเนินการอีกอย่าง จะไปด้วยกันได้หรือไม่ พล.อ.สุรยุทธ์ตอบว่า คงอยู่ที่ศาล ขณะนี้ขั้นตอนอยู่ที่ศาลแล้ว ไม่ได้อยู่ที่รัฐบาล ก็ต้องให้ศาลดำเนินการ ตนตอบไม่ได้จริงๆว่าเป็นอย่างไร

ไม่เชื่อ นปก.อยากย้อนรอยพฤษภาทมิฬ 

เมื่อถามว่า ดูเหมือนแกนนำ นปก. ต้องการให้มีการออกหมายจับ และเข้าจับกุม เพื่อให้ย้อนรอยเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ พล.อ.สุรยุทธ์ตอบว่า ไม่ได้มองภาพในลักษณะนั้น แต่มองว่า การกระทำที่เป็นการละเมิดสิทธิและผิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่ผู้รักษากฎหมายก็จะต้องดำเนินการ เพราะเมื่อเกิดความผิดเฉพาะหน้า เจ้าหน้าที่ก็ต้องดำเนินการอยู่แล้ว ในกรณีที่เกิดขึ้นก็มีเจ้าหน้าที่ที่ไปควบคุมและได้รับบาดเจ็บอยู่หลายคนเช่นกัน ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า และสามารถที่จะดำเนินการได้ เมื่อถามอีกว่า จะให้ความเชื่อมั่นกับประชาชนได้หรือไม่ว่าจะไม่เกิดความรุนแรงเหมือนเหตุการณ์ พฤษภาทมิฬอีก พล.อ.สุรยุทธ์ตอบว่า คิดว่าประชาชนเข้าใจว่า ที่รัฐบาลดำเนินการอยู่นั้น เราพยายามให้ประชาชนได้ใช้สิทธิตามที่เขามี แต่ก็ไม่ควรที่จะไปรบกวนสิทธิของผู้อื่น 

รักษาการ ผบ.ตร. รายงานนายกฯ

ที่ทำเนียบรัฐบาล เวลา 13.30 น. พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส รักษาการ ผบ.ตร. เดินทางเข้าพบ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ที่ห้องทำงาน ตึกไทยคู่ฟ้า ใช้เวลานานประมาณ 1 ชั่วโมง จากนั้น พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เปิดเผยว่า ได้รายงานสถานการณ์ในศาลกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัว 9 แกนนำ นปก. ให้นายกฯรับทราบ รวมทั้งรายงานขั้นตอนการดำเนินงานต่างๆ ว่าจะเป็น อย่างไรต่อไป แต่ขณะนี้คงต้องรอคำสั่งศาลว่าจะมีอย่างไร ทั้งนี้ นายกฯได้กำชับให้ดูแลความสงบเรียบร้อย และขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกคนที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ 

กลาโหมให้ทหารเตรียมพร้อม 

ส่วนที่กระทรวงกลาโหม ในเวลาเดียวกัน พล.ท. พิชษณุ ปุจฉาการ โฆษกกระทรวงกลาโหม แถลงข่าวหลังการประชุมสภากลาโหมว่า ที่ประชุมพูดถึงเหตุการณ์ การชุมนุมของกลุ่มม็อบพีทีวี เมื่อวันที่ 22 ก.ค. ซึ่งตำรวจต้องเพิ่มมาตรการควบคุมเข้มข้นขึ้นจากเบาไปหาหนัก และจะต้องควบคุมให้อยู่เฉพาะพื้นที่สนามหลวง แม้ขั้นตอนการดำเนินการในขณะนี้ยังคงเป็นความ รับผิดชอบหลักของเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่ขอให้หน่วยขึ้นตรงของกระทรวงกลาโหมและเหล่าทัพติดตามสถานการณ์ เข้มงวดในการระวังป้องกันที่ตั้งหน่วยและสถานที่สำคัญในความรับผิดชอบ รวมทั้งได้เตรียมความพร้อมอบรมชี้แจงขั้นตอนการปฏิบัติ ให้กำลังพลได้เข้าใจในการดำเนินการ และสามารถปฏิบัติการได้ทันที

เมื่อถามว่า รัฐมนตรีกลาโหมมีนโยบายดำเนินการอย่างไรกับกลุ่ม นปก. พล.ท.พิชษณุกล่าวว่า ที่ประชุมหารือถึงการเคลื่อนไหวของกลุ่มพีทีวี ส่วนทหารยังไม่เกี่ยวข้องต้องออกไปปฏิบัติหน้าที่ แต่ให้ทุกหน่วยพร้อมในที่ตั้ง หากสถานการณ์รุนแรงกว่านี้ ถึงขั้นทำความเสียหายอย่างหนักต่อทรัพย์สินทางราชการ เกิด ผลกระทบต่อบุคคลทั่วไป ก็ถึงขั้นประกาศภาวะฉุกเฉินขึ้นมา “รัฐมนตรีกลาโหมเห็นว่าสถานการณ์น่าจะได้รับการควบคุมอยู่ได้ จากนี้ไปก็จะไม่ให้ม็อบเคลื่อนออกจากพื้นที่กำหนดไว้ และให้อิสระชุมนุมเต็มที่ หากไม่ผิดต่อกฎหมายและกระทบผู้อื่น ก็สามารถดำเนินการทางการเมืองได้โดยเสรี ตราบใดทำผลกระทบกับทรัพย์สินราชการ ต้องดำเนินการตามกฎหมายขั้นเด็ดขาด ซึ่งหน่วยงานความมั่นคง ทั้งตำรวจและ กอ.รมน. ภาค 1 พร้อมที่จะสกัดกั้นไม่ให้เหตุการณ์รุนแรงเช่นเดิมได้” โฆษกกลาโหมกล่าว 

ตั้งกระทู้ถามถึงเหตุจลาจล

ที่รัฐสภา มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยได้พิจารณากระทู้ถามสดเรื่องเหตุการณ์จลาจลย่อยที่สี่เสาเทเวศร์ เมื่อวันที่ 22 ก.ค.ที่ผ่านมา โดยนายคำนูณ สิทธิสมาน สมาชิก สนช. เจ้าของกระทู้ ถามว่า การที่กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) เดินขบวนไปยังหน้าบ้านพักสี่เสาเทเวศร์ ของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ โดยกล่าวปราศรัยโจมตีอย่างหยาบคาย ด้วยข้อความอันเป็นเท็จ และทำลายทรัพย์สินสาธารณะ ทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ ก่อการจลาจลขนาดย่อยขึ้นมา ก่อนจะล่าถอยกลับไปชุมนุมต่อที่ท้องสนามหลวงจนรุ่งเช้า อันเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพที่ล่วงละเมิดต่อสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น อยากทราบว่ารัฐบาลจะจัดการอย่างไร เหตุใดต้องสลายการชุมนุมถึง 3-4 ครั้งเมื่อไม่สำเร็จก็ยิ่งเพิ่มความแค้น ทำให้ฝูงชนฮึกเหิมขึ้นมาอีก จะมีมาตรการในทางนิติบัญญัติอย่างไรกับพวกที่มีเจตนาทำลายสถาบันเบื้องสูง ซึ่งรัฐบาลใช้จุดผิดพลาดของคนเหล่านี้มาขยายผลได้ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น ทั้งระดับภายในประเทศ และต่างประเทศ โดยสื่อของรัฐ โดยเฉพาะช่อง 5 โฆษกรัฐบาลและทีมงานโฆษกรัฐบาลทำอะไรอยู่ ไม่ออกมาชี้แจงเท็จจริง ทั้งนี้ นายคำนูณได้นำเทปบันทึกภาพเหตุการณ์ม็อบ นปก.ที่บุกไปบ้าน พล.อ.เปรม และการสลายกลุ่มผู้ชุมนุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งมีการปะทะอย่างรุนแรง มาเปิดในห้องประชุมให้สมาชิก สนช.ดูประมาณ 5 นาทีด้วย  

ยอมรับรัฐเจ็บปวดในเหตุการณ์

พล.อ.บุญรอด สมทัศน์ รมว.กลาโหม ได้ชี้แจงว่า รัฐบาลรู้สึกเจ็บปวดกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่รัฐบาลมีความปรารถนาดี ที่จัดการกับกลุ่มผู้ชุมนุมด้วยสันติวิธี คำนึงถึงสิทธิเสรีภาพของประชาชนไม่ว่าจะเป็นกลุ่มไหนจะใช้มาตรการทางกฎหมายมารองรับ แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเหนือความคาดหมาย ฝ่ายความมั่นคงนึกไม่ถึงว่าม็อบมีเจตนาที่จะใช้ความรุนแรง ทั้งนี้เราเตรียมการปฏิบัติกับผู้ชุมนุมตามระเบียบที่ปฏิบัติเป็นประจำ ทั้งมาตรการทางตำรวจและทหาร ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนจากเบาไปหาหนัก ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ประสบความสำเร็จในการรักษาความสงบเรียบร้อยได้ ดังนั้นตำรวจไม่มีเครื่องมืออะไรเลย ทั้งไม้ กระบอง มีแต่โล่อย่างเดียว  

พล.อ.บุญรอดกล่าวต่อว่า การที่กลุ่มผู้ชุมนุมเคลื่อนขบวนผ่านสะพานมัฆวาน ซึ่งถือเป็นด่านที่แข็งแรงที่สุดไปได้จนถึงหน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ไม่ยากนัก เพราะช่วงนั้นอยู่ระหว่างกระบวนการจัดการของตำรวจ ทั้งการเจรจาและผลักดัน โดยในการผลักดัน 3 ครั้งแรกใช้โล่อย่างเดียวก็ไม่ประสบความสำเร็จ ครั้งสุดท้ายที่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากกลุ่มผู้ชุมนุมเหลือน้อยลง ทหารก็ให้ยืมไม้กระบอง ตำรวจใช้ความอดทนอดกลั้นจนได้รับบาดเจ็บ ซึ่งฝ่ายความมั่นคงมีความเสียใจ ที่ไม่สามารถยับยั้งเหตุการณ์ได้ แต่ที่เสียใจมากที่สุดคือ การทำให้ประธานองคมนตรีฯรู้สึกเจ็บปวด ที่ต้องรับฟังการโจมตีด้วยถ้อยคำที่หยาบคายและเบี่ยงเบน ทั้งที่ไม่เป็นความจริง เพราะคนไทยทุกคนแม้แต่เด็ก ก็ยกให้ท่านเป็นปูชนียบุคคล รับใช้ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ด้วยความจงรักภักดี และที่สุดคือท่านมีความสะอาดไม่มีเรื่องการทุจริต ถือว่าเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับคนรุ่นหลัง  

“สำหรับมาตรการที่รัฐบาลจะดำเนินการคือ จะไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก จะใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด หากตำรวจควบคุมไม่ได้ ก็เป็นหน้าที่ของฝ่ายทหาร ทั้งการใช้กฎหมายคือ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน กฎอัยการศึก ซึ่งขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ดังนั้นอยากให้ผู้ที่หลงผิดทางการเมือง ได้เข้ามาต่อสู้ในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งจะมีการเลือกตั้งภายใน 5 เดือนนี้แล้ว” พล.อ.บุญรอดกล่าว 

ผู้ชุมนุมดึง ปชช.ยึดสนามหลวงสู้ตาย

ส่วนบรรยากาศที่เวทีปราศรัยของแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ หรือ นปก. ที่ท้องสนามหลวงในวันที่ 26 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังแกนนำ นปก. 9 คน ถูกกักตัวไว้ที่ศาล เวที นปก. สนามหลวง ก็เปิดขึ้นอย่างเป็นทางการทันที โดยตั้งแต่เวลา 15.00 น. มีผู้ สนับสนุน นปก.เริ่มทยอยเดินทางมาร่วมชุมนุมมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจนครบาลกว่า 200 นายตรึงกำลังรักษาการณ์อยู่บริเวณศูนย์ปฏิบัติการส่วนหน้าที่ 1 ตัดแยกวัดมหาธาตุฯ พร้อมสกัดไม่ให้ผู้ชุมนุม นปก. เคลื่อนขบวน ทั้งนี้ นายสุรชัย แซ่ด่าน และนายเสกสรรค์ แก้วนพจิตร สลับกันขึ้นเวทีปราศรัย โดยบอกกล่าวให้ ประชาชนทราบถึงเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดกับแกนนำ พร้อมปลุกเร้าให้มวลชนยึดพื้นที่ไว้ เป็นที่มั่นสุดท้ายด้วย นายเสกสรรค์กล่าวว่า มีข่าวว่าจะมีการนำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจมาสลายเวทีของ นปก.จึงบอกให้ทราบว่า หากใครไม่ต้องการอยู่ในเหตุการณ์เหมือนหน้าบ้านสี่เสาฯ เมื่อวันที่ 22 ก.ค. ก็ขอให้กลับไป แต่ถ้าไม่กลับจะถือว่าทุกคนสมัครใจ ถ้าเจ้าหน้าที่เข้าล้อมจับเมื่อไร ขอให้ผู้ชุมนุมอย่าลุกไปไหน ให้นั่งอยู่กับพื้นเฉยๆ ใช้หลักไม่โกรธ ไม่ตอบโต้ ไม่รุนแรง ให้มันรู้ไปว่าจะมีการล้อมปราบประชาชน ในขณะที่มีการจัดงานวันอาสาฬหบูชา บริเวณใกล้ๆกัน เราจะรักษาเวทีนี้ไว้ให้นานที่สุด 

ต่อสายมาสนามหลวงโวยถูกหักหลัง

กระทั่งเวลา 18.20 น. เวทีปราศรัย นปก.คึกคักขึ้น เมื่อนายเสกสรรค์ พิธีกรบนเวทีได้รับโทรศัพท์สายตรง จากนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ซึ่งกำลังถูกควบคุมตัวอยู่ที่ศาล ทีมงานจึงต่อสายเข้าเครื่องกระจายเสียงให้ผู้ชุมนุมได้รับฟังเสียงสดๆทันที นายณัฐวุฒิได้เริ่มเล่าเหตุการณ์ที่ 9 แกนนำเดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหาที่ศาลอาญา จนถูกควบคุมตัว ว่า ขณะที่กำลังรับทราบข้อกล่าวหา ก็มีตำรวจกรูเข้ามาบอกจะควบคุมตัว โดยบอกว่าจะขออำนาจศาลควบคุมตัว 12 วัน แต่แกนนำทั้งหมดไม่ยอม ต่อมาถูกตำรวจคุมตัวลงมาที่ห้องควบคุมผู้ต้องหาของศาล สังเกตได้ว่าผู้พิพากษาที่มารับฟังคำแถลงขออำนาจศาล คุมขังผู้ต้องหา เป็นคนละชุดกับที่พิจารณาออกข้อมูลแต่ละบุคคลของแกนนำ นปก.ในสำเนาคำแถลงศาลขอควบ คุมตัวของตำรวจก็ผิดพลาดทั้งหมด ตำรวจอ้างด้วยว่า แกนนำ นปก.ให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา ทั้งที่สำนวนคำให้การของ นปก.ยังตั้งอยู่บนโต๊ะขณะรับทราบข้อกล่าวหา 

ปลุกมวลชนให้สู้กับเผด็จการต่อ

นายณัฐวุฒิกล่าวด้วยว่า เห็นชัดว่ามีการเตรียมการวางแผนมาก่อนหน้านี้แล้วว่าจะควบคุมตัวแกนนำ นปก.เมื่อมาครบ เป็นการหักหลัง นี่คือการหลอกลวงแกนนำ นปก.มาจับ ทั้งที่เรามาศาลตามคำสั่งและอยู่ในความคุ้มครองของศาล ไม่เข้าใจว่าตอนนี้เกิดอะไรขึ้นในประเทศนี้ ขอกล่าวฝากผ่านมายังประชาชนด้วยว่า ขอให้ประชาชนที่มาต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยยืนหยัดต่อไปในพื้นที่สนามหลวงแห่งนี้ ส่วนแกนนำ นปก.ทั้ง 9 คน จะไม่ยอมเซ็นรับคำสั่งศาลที่จะให้ควบคุมตัว เพราะไม่ ขออยู่ใต้อำนาจเผด็จการ ถ้าจะขังก็ขังได้เลย ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับแกนนำ เราจะไม่หยุดกับเผด็จการ และขอให้ประชาชนต่อสู้ต่อไป อย่างไรก็ตาม หลังจากที่นายณัฐวุฒิกล่าวผ่านโทรศัพท์จบแล้ว บรรดาผู้ชุมนุมก็พร้อมใจกันโห่ร้องลั่นสนามหลวงทันที 

แจกซีดีสลายชุมนุม 1 หมื่นแผ่น

ต่อมาทีมงานของพีทีวีได้นำซีดีบันทึกเหตุการณ์ วันสลายการชุมนุมมาแจกจ่ายต่อผู้ชุมนุมที่ท้องสนามหลวง จำนวน 1 หมื่นแผ่น ใช้ชื่อซีดีนี้ว่า บันทึกสีม่วง วันอัปยศหน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ 22 ก.ค. ปรากฏว่า ได้มีประชาชนที่มาร่วมชุมนุมให้ความสนใจกรูมาแย่งซีดี จนต้องหยุดแจกแล้วประกาศให้ตั้งแถวรับ ป้องกันเหตุวุ่นวาย นางประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ หนึ่งในแกนนำ นปก. ได้ประกาศบนเวทีด้วยว่า ขอให้ช่วยกันปั๊มซีดีนี้แจกจ่ายไปให้ทั่วกัน จากนั้นก็มีการเปิดแผ่นซีดีนี้ขึ้นจอมอนิเตอร์ ขนาดใหญ่หน้าเวทีให้ประชาชนได้ชมพร้อมกัน ทำให้บรรยากาศการชุมนุมในท้องสนามหลวงเงียบกริบไปชั่วขณะ 

เปิด 9 แกนนำใหม่ตั้งป้อมโซ้ย คมช.ต่อ

กระทั่งเวลา 21.30 น. ด้านหลังเวทีมีการเปิดตัว 9 แกนนำใหม่ประกอบด้วย ดร.เมธาพันธุ์ โพธิธีรโรจน์ อาจารย์มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ อดีตคนเดือนตุลา นางประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ นายชินวัฒน์ หาบุญพาด นายก่อแก้ว พิกุลทอง นายสุชาติ นาคบางไทร นายสมบัติ บุญงามอนงค์ กลุ่มไทยเซย์โน นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข และนายสรรเสริญ ศรีอุ่นเรือน จากนั้นนายสุรชัยแถลงว่า เพื่อให้การต่อสู้ของ นปก.เดินหน้าต่อไป เพื่อขับไล่คมช.และเรียกร้องให้ป๋าเปรมลาออก จึงต้องมีการตั้งแกนนำใหม่เพื่อดำเนินการต่อสู้ต่อ แต่เวทีปราศรัยที่สนามหลวง ยังคงมีการปราศรัยตามปกติอย่างแน่นอน ส่วนที่ว่าจะเคลื่อนขบวนออกจากสนามหลวงหรือไม่ ต้องดูสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นอีกครั้ง  

ยืนยันไม่เคลื่อนผู้ชุมนุมไปกดดันตำรวจ 

นายสุรชัยกล่าวด้วยว่า ส่วนที่มีข่าวว่าจะมีการรื้อเวทีปราศรัยของ นปก.นั้น ไม่รู้ว่าจะมารื้อเพื่ออะไร ถ้ารื้อเราก็จะตั้งใหม่ ส่วนแกนนำที่ยังถูกควบคุมอยู่ทั้ง 9 คนนั้น ยืนยันว่าจะไม่มีการเคลื่อนไหวหรือขอประกันตัว และจะไม่มีการระดมประชาชนไปกดดันที่โรงพักหรือที่คุมขัง เพราะการคุมขังแกนนำ นปก.นั้น เราไม่มุ่งหวังให้มีการปล่อยตัว เพราะถือเป็นการประจานรัฐบาลไทยไปทั่วโลก ส่วนกรณีที่มีผู้หวั่นว่าสถานการณ์จะรุนแรงขึ้นนั้น ถ้าจะมีความรุนแรงก็เกิดขึ้นจากเจ้าหน้าที่ ขณะนี้แกนนำ นปก.ยังไม่ใช่นักโทษ เป็นเพียงผู้ถูกจับกุมด้วยเหตุผลทางการเมืองเท่านั้น และแม้แต่นายจรัล ดิษฐาอภิชัย ที่ยังดำรงตำแหน่งกรรมการสิทธิมนุษยชน อยู่ก็ยังถูกละเมิดสิทธิ์ จึงเชื่อว่านักสิทธิมนุษยชนทั่วโลกก็จะต้องเคลื่อนไหวแน่ๆ แกนนำใหม่ นปก.เชื่อว่าสถานการณ์หลังจากนี้จะยิ่งเลวร้ายกว่าเหตุการณ์เดือนตุลา หรือพฤษภาทมิฬ อาจจะผลักดันให้คนเข้าป่าอีกครั้งก็ได้

ข่าวจาก ไทยรัฐ

 


Copy Link : ท่านสามารถ copy ลิงค์ของข่าวนี้เพื่อเผยแพร่ต่อได้
แชร์หน้านี้ ไปยัง facebook ตอบกลับกระทู้นี้ VV กดถูกใจกระทู้นี้ VV


ลิงก์ผู้สนับสนุน

ลิงก์ผู้สนับสนุน

 

 

 

 

 



แจ้งลบกระทู้นี้

อ่าน 2068

แสดงความคิดเห็น โดย กรรมกรข่าว IP: Hide ip , วันที่ 27 ก.ค. 50 เวลา 10:21:20
 

 

จำหน่าย ผ้าพันคอ ผ้าคลุมไหล่ ผ้าฝ้ายทอมือ ราคาส่ง ราคาถูก เริ่มต้นที่ 25 บาท/ผืน ผลิตจากผ้าฝ้ายแท้ 100%พื้นที่โฆษณาเครื่องฟอกอากาศ pm2.5 Oxygen สุดคุ้ม ราคาถูก 1,490 ลำพูน-เชียงใหม่ ส่งฟรี!
www.cmprice.com เว็บไซต์ที่คนเข้าชมมากที่สุดในเชียงใหม่ !!! เห็นชัด เห็นบ่อย ตรงกลุ่มเป้าหมาย เพียง 1500 บาทต่อเดือน
สนใจลงโฆษณาตรงนี้ ติดต่อ 080-500-1180

 

 
กรุณาอ่าน
ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็บบอร์ดไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถ ระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือชื่อผู้เขียนที่ได้เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใด ที่ขัดต่อกฎหมายและ ศีลธรรม หรือเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหาย ต่อบุคคล หรือหน่วยงานใด กรุณาแจ้งมาที่ 08-0500-1180 เพื่อให้ผู้ควบคุม ระบบทราบและทำการลบข้อความนั้น ออกจากระบบต่อไป
 
 
 


ปิดโฆษณานี้X

ผ้าพันคอราคาถูก

ปิดโฆษณานี้X

จำหน่าย ผ้าพันคอ ผ้าคลุมไหล่ ผ้าฝ้ายทอมือ ราคาส่ง ราคาถูก เริ่มต้นที่ 25 บาท/ผืน ผลิตจากผ้าฝ้ายแท้ 100%พื้นที่โฆษณาเครื่องฟอกอากาศ pm2.5 Oxygen สุดคุ้ม ราคาถูก 1,490 ลำพูน-เชียงใหม่ ส่งฟรี!
www.cmprice.com เว็บไซต์ที่คนเข้าชมมากที่สุดในเชียงใหม่ !!! เห็นชัด เห็นบ่อย ตรงกลุ่มเป้าหมาย เพียง 1500 บาทต่อเดือน
สนใจลงโฆษณาตรงนี้ ติดต่อ 080-500-1180

 


หน้าแรก l หางานเชียงใหม่ | ตลาดออนไลน์ | เว็บบอร์ด | อัตราค่าลงโฆษณา | ลงโฆษณาฟรี ประกาศฟรี | ติดต่อเรา


เพื่อนบ้านเราทั้งหมด วิธีแลก Link

© cmprice.com since 14 Jan 2005
E-mail: info@cmprice.com
FaceBook : facebook.com/cmprice.fc
TEL. 08-0500-1180
Line id: cmprice









www.cmprice.com ที่นี่มีสิ่งดีๆ รอคุณอยู่
ผู้สนับสนุน แบบพิเศษ

บ้านหนองช้างคืน | เครื่องฟอกอากาศ เชียงใหม่-ลำพูน | ผ้าพันคอราคาถูก | ของชำร่วย | ลงโฆษณาฟรี ประกาศฟรี