หน้าแรก | ลงโฆษณาฟรี l หางาน l คอมพิวเตอร์ l เว็บบอร์ด | ตลาดออนไลน์ | อัตราค่าลงโฆษณา
www.cmprice.com เว็บไซต์ของฅนเชียงใหม่ ขายส่งผ้าพันคอราคาถูก
พื้นที่โฆษณา 1,500 บ./เดือน โทร.080-500-1180

หน้าแรก » เว็บบอร์ด
ถ.อัษฎาธร
เว็บบอร์ด » ถ.อัษฎาธร
รายละเอียดของห้อง : รถยนต์, อะไหล่, เครื่องเสียง ของตกแต่งรถ
กระทู้ที่ตอบกลับล่าสุด | สร้างกระทู้ใหม่ | ดูกระทู้ทั้งหมด | ค้นหากระทู้ :
โครงการเจเจ เชียงใหม่

แชร์หน้านี้ ไปยัง facebook ตอบกลับกระทู้นี้ VV กดถูกใจกระทู้นี้ VV
โครงการเจเจ เชียงใหม่
โพสต์โดย พิ , วันที่ 16 พ.ค. 52 เวลา 03:22:10 IP: Hide ip    


กด like เพื่อติดตามข่าวสารดีๆ
จาก cmprice.com
VVVVVV
ลิงก์ผู้สนับสนุน

ลิงก์ผู้สนับสนุน


 

© เนื้อหาข่าว/กระทู้

 

๐ มองความเป็นไป 'เจเจ มาร์เก็ต' หนึ่งในโครงการศูนย์การค้าแนวราบของกลุ่มเซ็นทรัล
๐ โอกาสสำเร็จล้มเหลวมีมากน้อยแค่ไหน ?
๐ จะนำประสบการณ์ยาวนาน ความเชี่ยวชาญ กับพลังที่มีอยู่มาใช้อย่างไร ?
๐ จะแก้ปัญหาที่มีอยู่ให้ลุล่วงได้อย่างไร ?
๐ 'จุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยว' เป้าหมายที่ตั้งไว้จะบรรลุผลได้หรือไม่? ร้านค้าพันธมิตร...กำลังรอการพิสูจน์

ประมาณ 1 ปี 5 เดือนมาแล้ว นับจากวันที่ 5 ธันวาคม 2547 วันแรกที่โครงการเจเจ มาร์เก็ตเปิดบริการ โครงการศูนย์การค้าแนวราบขนาดเล็กของกลุ่มเซ็นทรัล ที่โดดเข้าไปร่วมสร้างสีสันให้กับเมืองเชียงใหม่ ที่ๆ นักธุรกิจโดยเฉพาะคนต่างถิ่นมักจะเรียกว่าเป็นเมืองปราบเซียน

แต่ความสำเร็จจากโครงการเซ็นทรัลแอร์พอร์ตที่ทำไปแล้ว ทำให้คำว่าปราบเซียนไม่ได้อยู่ในความวิตกจนเกินเหตุของมืออาชีพที่กำชัยชนะและผ่านประสบการณ์อย่างโชกโชนมาแล้ว

อย่างไรก็ตาม ในวันนี้ยังชี้ชัดไม่ได้ว่า "เจเจ มาร์เก็ต" จะสำเร็จหรือล้มเหลว…“ผู้จัดการรายสัปดาห์” ติดตามความคืบหน้าล่าสุดมานำเสนอ

เช็คความพร้อมร้านค้าตรวจสภาพโครงการ

"แผนงานที่วางไว้ตั้งแต่แรก ถึงวันนี้ทำครบแล้ว การลงทุนของโครงการฯ พื้นที่ 40 ไร่ ก็ใกล้เคียงกับประมาณการที่ได้ทำไว้คือ 100 กว่าล้านบาท และคาดว่าประมาณ 5 ปี จะคืนทุน เพียงแต่มีอุปสรรคบางส่วนที่ทำให้คนยังไม่กล้าลงทุน" อภิรดี ตันติเวชกุล ผู้อำนวยการโครงการ ศูนย์การค้า "เจเจ มาร์เก็ต" กล่าวถึงความคืบหน้าของโครงการฯ

สำหรับการลงทุนทั้ง 3 เฟสของโครงการที่แบ่งออกเป็น 3โซน มีพื้นที่ขายทั้งหมด 1.2 หมื่นตารางเมตร แบ่งเป็น โซนเอ ดีไซเนอร์ มาร์เก็ต 4,500 ตารางเมตร โซนบี ฮ้อบบี้ 2,000 ตารางเมตร และโซนซี กู๊ดเทสต์ มาร์เก็ต 5,500 ตารางเมตรนั้น

สองเฟสแรกที่เปิดบริการไปก่อนหน้านี้ คือ โซน“ฮ้อบบี้ มาร์เก็ต” ซึ่งเปิดเป็นเฟสแรก วางคอนเซ็ปต์ไว้ว่าเป็นตลาดรวมสินค้าราคาย่อมเยา สำหรับผู้บริโภคที่ชอบผลิตภัณฑ์ประเภทงานอดิเรก ในช่วงแรกร้านค้ากว่า 300 ร้านมาเปิดให้บริการอย่างคึกคัก แต่ค่อยๆ ลดลงด้วยเหตุผล 2 ด้าน คือ เมื่อลูกค้ามาเดินไม่มาก และเจ้าของร้านมักจะเปิดปิดร้านตามความพอใจ ในตอนนี้ปัญหาจึงเกิดกับภาพรวมของโครงการฯ

ทำให้ต้องแก้ไข โดยกำลังวางแผนปรับคอนเซ็ปต์โซนนี้ใหม่ และได้ย้ายร้านค้าที่ยังคงต้องการค้าขายไปอยู่ในโซนกู๊ดเทสต์ มาร์เก็ต เฟสสุดท้ายซึ่งเพิ่งจะเปิดไปเมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

ได้ประโยชน์ทั้งในแง่ที่ทำให้โซน "กู๊ดเทสต์ มาร์เก็ต" มีพื้นที่ร้านค้าว่างน้อยลง และทำให้ร้านค้าเดิมที่เคยอยู่ในฮ้อบบี้ มาร์เก็ตมีลูกค้ามากขึ้น เพราะไม่ต้องเดินเข้าไปลึกอย่างที่เคย แล้วปรับพื้นที่ร้านจากเดิมขนาด 16 ตารางเมตรซึ่งดูโหรงเหรง เหลือ 9 ตารางเมตร ทำให้วางสินค้าได้ดูดีดูแน่นกว่าเดิม

"ส่วนพวกที่ยังไม่กล้าลงทุน โครงการฯ ก็ใช้วิธีการฝากขายแทนเก็บค่าเช่าเป็นก้อน ทุกคนเก่งผลิต มีสินค้า แต่ไม่พร้อมจะเปิดร้านเต็มที่ เราก็ชักจูงให้มาวางที่นี่ แล้วให้หาพนักงานขายมา 1 คน บางคนกลัวเงินหายก็ให้ญาติมา แต่ตอนนี้ไม่ต้องกลัวหายเพราะเรามีแคชเชียร์เดินเก็บเงินอาจจะเดินวันละ 3 รอบ เมื่อเรามีรายงานตรงกับเขา เราก็หักเป็นค่าเช่า 25% เราเป็นคนดูแลเงินให้เขา เขาไว้ใจเรา สิ้นเดือนเขาก็ได้ค่าสินค้าคืนไป แต่เขาต้องดูแลให้ลูกจ้างขายของให้ดี เพราะฉะนั้นเขาก็รู้สึกว่าไม่ต้องลงทุนมาก เอาของมาลง จัดดิสเพลย์ง่ายๆ วิธีนี้ดีแน่นอน ในการบริหารเรายึดหลัก เขาอยู่ได้เราอยู่ได้" ผู้อำนวยการโครงการฯ อธิบายการแก้ปัญหา

ในโซน "ดีไซเนอร์ มาร์เก็ต” เป็นกลุ่มผู้ผลิตที่มีดีไซน์และสามารถขายสินค้าล็อตใหญ่ได้ โครงการฯ ลดค่าเช่าให้ 30% ตลอดปี 2549 เพราะคนมาเดินน้อยกว่าที่ควรจะเป็น

"เราแก้ปัญหาตลอดเวลา เราใช้สัญญา 3 ปี ต่อ 3 ปี พอครบ 3 ปี เราก็มาดูว่าพร้อมแค่ไหน ถ้าเศรษฐกิจดีเราขึ้นค่าเช่านิดหน่อย แต่ถ้าไม่ดีอยู่กับที่ก่อน เป็นการเรียนรู้กันและกัน เรามุ่งให้อยู่ได้ก่อนไม่ได้เก็บเต็มเม็ดเต็มหน่วย"

"เราประชุมกันบ่อยแบบจับเข่าคุย ช่วยลดความกดดันหรือไม่เข้ากันให้ลดลงได้ หรือไม่ก็เดินไปทักทายทุกวัน แต่แตกต่างจากกรุงเทพฯ ชัดเจน เพราะกรุงเทพฯ ทุกคนเคยทำการค้า เคยเดินทาง มีความคิดอีกอย่าง ที่นี่เขาจะคิดว่ามันง่าย แต่พอไม่ได้ก็เลิกเร็ว เพราะเมืองเขาสบายมีกินมีใช้ อากาศดี เขาไม่ผิดเพียงแต่ไม่คุ้นเคยกับการค้าขายระยะยาวมากกว่า เราเข้าใจ และยึดแนวทางการบริหารแบบจริงใจตามชื่อที่เราตั้งไป" อภิรดี แจกแจงถึงการบริหารพันธมิตร

แจงกลยุทธ์จัดอีเว้นต์3 แนวกระตุ้นตลาด

การจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาด หรืออีเว้นต์ต่างๆ นับว่ามีส่วนสำคัญไม่น้อยที่จะสร้างบรรยากาศดีๆ และความคึกคักให้โครงการฯ เพื่อกระตุ้นให้ทั้งนักท่องเที่ยวและคนท้องถิ่นสนใจหรือเข้ามาร่วมในกิจกรรม

อภิรดี บอกว่า แบ่งการจัดอีเว้นต์ ออกเป็น 3 แบบ แบบแรกเป็นกิจกรรมที่จัดตามเทศกาล ซึ่งเทศกาลใหญ่ๆ ของเชียงใหม่ที่เป็นที่รู้จักและได้รับความนิยม คือเทศกาลสงกรานต์กับเทศกาลลอยกระทง ซึ่งต้องจัดอย่างแน่นอนอยู่แล้ว แต่ที่สำคัญคือการสร้างคอนเซ็ปต์ที่สนุกสนานให้ได้ความประทับใจกลับไป

ส่วนอีกแบบ จัดเป็นกิจกรรมที่รองลงมา โดยการเลือกจัดให้งานมีความใหญ่ มองเห็นจากถนนใหญ่ของโครงการฯ และเชื่อมเข้าไปถึงพื้นที่ด้านใน เพื่อให้ลูกค้าที่ผ่านไปมาได้เห็นด้วย

โดยมีการเลือกสรรพันธมิตรในกลุ่มโรงแรมบูทีค และสนามบินเพื่อวางแผ่นพับประชาสัมพันธ์โครงการ รวมทั้งบริษัททัวร์เพื่อเจาะถึงกลุ่มนักท่องเที่ยวเป้าหมายโดยตรง

แล้วยังมีการจัดอีเว้นต์อื่นๆ จากที่มาขอใช้สถานที่ เช่นในปีนี้จะมีการจัดงานพืชสวนโลก ซึ่งเชียงใหม่ได้รับเลือกให้เป็นสถานที่จัดงานจะมีขึ้นในช่วงปลายปีนี้ ทางเจเจ มาร์เก็ต มีสถานที่ที่เหมาะจะช่วยได้ เช่น หอเชียงเลอเหนือ ศาลาหลวง

งานพืชสวนโลก นับเป็นปัจจัยเสริมและไฮไลต์ให้ภาพรวมของเชียงใหม่มีตัวช่วยดึงดูดเศรษฐกิจให้มีความคึกคัก โดยมองว่าสามารถแบ่งประโยชน์ที่จะได้รับออกเป็น 3 ช่วง คือ ช่วงแรก เป็นกลุ่มคนที่ต้องมาจัดการเตรียมงาน ช่วงที่สอง เป็นกลุ่มที่มาในช่วงที่มีการจัดงาน และช่วงที่สาม หลังจากจบงาน เมื่อมีการไปบอกกันปากต่อปาก ทำให้นักท่องเที่ยวอยากจะมากันมากขึ้น เกิดการสร้างรายได้เข้ามาเป็นระยะๆ และในปีต่อๆ ไปนักท่องเที่ยวจะมีแหล่งท่องเที่ยวจุดหมายใหม่ นับเป็นผลดีในระยะยาว

นอกจากนี้ มีการพูดกันมากขึ้นถึงความสวยงามของเชียงใหม่ในช่วงหน้าฝน หลังจากที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) พยายามโปรโมทให้เห็นว่า เป็นช่วงฤดูที่น่าท่องเที่ยวไม่น้อย เพราะอากาศสดชื่นต้นไม้สวยงาม และช่วงที่ฝนตกหนักจริงๆ แค่เดือนกันยายนเท่านั้น

ในปีนี้ ยังได้โอกาสงานฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ซึ่งจะมีพระราชอาคันตุกะจากทั่วโลกเดินทางมาร่วม มีข่าวดีๆ เกี่ยวกับประเทศไทยเผยแพร่ไปต่างประเทศ ประกอบกับบรรยากาศทั่วไป มีการประชาสัมพันธ์และการจัดงานฉลอง มีผลต่ออารมณ์ในการตัดสินใจท่องเที่ยว แม้จะมีอุปสรรคจากราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมากมาตลอดจนกระทบต่อค่าครองชีพของคนส่วนใหญ่ กลุ่มเป้าหมายของ เจเจ มาร์เก็ต แบ่งเป็น นักท่องเที่ยวทั้งต่างชาติและคนไทยต่างถิ่น 80% กับที่เหลือเป็นคนท้องถิ่น 20%

"คนตั้งใจมาเที่ยวธรรมชาติก็จริง แต่ก็ต้องอยากจะหาที่ใหม่ๆ ในการช้อปปิ้งอยู่ดี เราก็เป็นทางเลือกใหม่ และงานพืชสวนโลกเป็นเหมือนอาวุธสำคัญที่เราไม่ต้องใช้เอง แต่ช่วยเราได้ตั้งแต่กลางปีเลย และปีนี้เทศบาลน่าจะดูแลเรื่องน้ำท่วมเพราะปีที่แล้วหน้าแตกมาแล้ว เรื่องการเมืองน่าจะคลี่คลายได้เยอะเพราะทุกคนทำเพื่อในหลวง เมื่อสถานการณ์สงบ นักท่องเที่ยวก็สบายใจที่จะมา" อภิรดี เชื่อว่าปีนี้น่าจะดีกว่าปีก่อนเพราะมีปัจจัยสนับสนุนมากกว่า

เปรียบเทียบคู่แข่งขันโชว์จุดแข็ง เล็งอุดจุดอ่อน

อย่างไรก็ตาม ในด้านของการแข่งขัน อภิรดี มองทั้งส่วนที่เหมือนและส่วนที่ต่างของคู่แข่ง เมื่อเปรียบเทียบกับ "ไนท์บาซาร์" ความเหมือนกัน คือการเป็นตลาดกลางคืน มีชื่อเสียงมานาน แต่จุดอ่อน คือขาดที่จอดรถ สินค้าที่ขายกันอยู่เป็นของที่หาได้ทั่วไป ซึ่งเป็นสิ่งที่ต่างกันเพราะเจเจ มาร์เก็ต ไม่ได้เลือกสินค้าทั่วไปมาไว้เลย สินค้าที่เลือกมามีความโดดเด่น และมีคอนเซ็ปต์ชัดเจนเป็นจุดขาย

สำหรับ "ถนนนิมมานเหมินทร์" ซึ่งเฉพาะซอย 1 เท่านั้นที่ฮิต ร้านค้าปิดเร็วแค่ 1 ทุ่ม แม้ว่าจะมีชื่อเสียงเก่าแก่ ถึงจะมีร้านใหม่ๆ เกิดขึ้นบ้าง เช่น กาแฟสตาร์บัคส์ แต่เหมือนกับถนนทองหล่อในกรุงเทพฯ มากกว่า ตรงที่คนไปเพื่อหยุดแวะพักเป็นไนท์ไลฟ์มากกว่าช้อปปิ้ง แต่เจเจ มาร์เก็ต เป็นไนท์ไลฟ์บวกกับช้อปปิ้งเพราะร้านที่นี่ปิดดึก

สรุปแล้ว “เจเจ มาร์เก็ต” เป็นทางเลือกที่ 3 มีสินค้าเลือกสรรมาให้แล้วและหลากหลาย เป็นสินค้าท้องถิ่นที่มีคุณภาพในระดับส่งออก และเป็นไนท์ไลฟ์ได้อีกด้วย นอกจากจะเดินในช่วงกลางวันได้แล้ว

มีจุดแข็งที่เห็นได้ชัด คือ เป็นโครงการที่มีถนนเส้นใหม่ผ่านกลาง และเป็นถนนสายแรกที่สวยงามเพราะเดินสายไฟฟ้าลงใต้ดิน สามารถเห็นหน้าร้านค้าทั้งสองฝั่งเรียงรายยาวประมาณ 200-300 เมตร มีการตกแต่งออกแบบสวยงามสะดุดตา บรรยากาศดี แม้ว่าจะออกมานอกเมือง แต่เดินทางสะดวกเดินทางจากกลางเมืองเพียง 15 นาที และเป็นเส้นทางจากแหล่งท่องเที่ยวหลายแห่งตัดผ่านเข้าเมือง เป็นแบบที่นักท่องเที่ยวทั้งกรุงเทพฯ คนต่างถิ่น และต่างชาติ ชอบ เพราะไม่ใช่ตึกแถวเหมือนที่อื่น เดินเลือกซื้อได้ง่าย มีที่จอดรถและห้องน้ำสะดวกมาก

แล้วยังได้รับความร่วมมือจากร้านเปิดไฟหน้าร้านถึงเที่ยงคืนหลังจากที่ร้านปิดไปแล้ว เพื่อจะให้คนที่ผ่านไปมาได้เห็นความสวยงามของร้านและโครงการดูไม่เงียบเหงา

ในรายละเอียดของเลย์เอ้าท์ มีการทำระเบียงยาวมีร่มเงากันแดดด้านหน้าร้าน ส่วนอีกฝั่งซึ่งพื้นที่ลึก มีการออกแบบร้านเหมือนบ้านเล็กๆ เป็นหลังๆ ให้ความรู้สึกอบอุ่น และบางส่วนแบ่งเป็นห้องเล็กๆ เหมือนหมู่บ้านที่ขายของ ทำให้เดินได้อย่างสบายๆ

แต่ยังมีจุดอ่อนที่ยอมรับว่ายังไม่ได้ปรับให้ดีขึ้น แต่มีแผนจะทำให้เสร็จสมบูรณ์ในปีหน้า เพราะต้องใช้เวลาในการพิจารณากันทั้งสองฝ่าย ก็คือ ร้านอาหารอร่อยๆ ซึ่งต่อไปจะคัดร้านที่เหมาะมาเติมให้เต็ม เป็นร้านเล็กขนาดประมาณ 100 ตารางเมตรประมาณ 5 ร้าน กับร้านใหญ่ขนาดประมาณ 800 ตารางเมตรอีก 1 ร้าน

แม้ปัจจุบันจะมีร้านอาหารอยู่แล้ว แต่ถือว่ายังน้อยมาก คือ มีแค่ "ร้านนาซิจำปู๋" ซึ่งเป็นอาหารแนวฟิวชั่นล้านนา กับร้าน "the Cottage" ซึ่งเป็นร้านอาหารอร่อยเปิดบริการช่วงกลางวันและผับในช่วงเย็น และ "ร้านกาแฟวาวี" เปิดบริการ 7 โมงเช้าเพื่อให้ลูกค้ามานั่งสบายๆ หรือเป็นที่นัดพบในตอนเช้าและปิด 4 ทุ่ม ซึ่งทั้งสองร้านอยู่หัวและท้ายของโครงการฯ เป็นการวางเลย์เอ้าท์ที่จงใจให้เสริมกันทั้งโครงการฯ

แม้ว่าความสมบูรณ์ของโครงการนี้ยังไม่เต็มร้อย แต่ ผู้อำนวยการโครงการฯ ก็เชื่อว่า “เจเจ มาร์เก็ต”จะสามารถเป็นแหล่งช้อปปิ้งใหม่แนว open air ที่เป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวได้ตั้งแต่ปีนี้ ด้วยการผลักดันอย่างเต็มที่

"เป้าหมายชัดเจนว่าต้องการให้ที่นี่เป็นจุดหมายปลายทางอันดับหนึ่งของนักท่องเที่ยว ส่วนหนึ่งอยากจะแข่งกับเซ็นทรัลแอร์พอร์ตอยู่ในที ที่นั่นใกล้สนามบิน แต่ลูกค้าอาจจะเบื่อแบบนั้นอยากมาเดินแบบนี้ เหมือนทั้งแข่งและไม่แข่งอยู่ด้วยกัน แต่ที่ชี้วัดความสำเร็จจริงๆ คือ การมาซ้ำและการบอกต่อ" อภิรดี ทิ้งท้ายเป้าหมายที่ตั้งไว้

"เจเจ มาร์เก็ต" ตลาดจริงใจ ของชาวเชียงใหม่ จะทำได้ตามที่คิดไว้หรือไม่ ยังคงต้องติดตามกันต่อไป...

****************************

ไฮไลท์โครงการหลวงขายไอเดียคอนเซ็ปต์ช้อป

"เจเจ มาร์เก็ต" มีการวางคอนเซ็ปต์ให้โซนต่างๆ มีจุดเด่นที่แตกต่างกันเพื่อสร้างความหลากหลายให้โครงการ ล่าสุด ในโซนกู๊ดเทสต์ มาร์เก็ต มีคอนเซ็ปต์ช้อปมากมาย สำหรับไฮไลท์ที่อยู่ที่การรวมผลิตภัณฑ์ของโครงการหลวง 3 โครงการ เพื่อดึงดูดกลุ่มเป้าหมายที่ชื่นชมกับโครงการหลวง สินค้าหัตถกรรม และอาหารปลอดสารพิษ

โครงการแรก "โครงการพัฒนาดอยตุง" ในสมเด็จพระศรีนครินทรทราบรมราชชนนีฯ ซึ่งเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางถึงงานหัตถกรรมและการออกแบบระดับส่งออก ภายใต้ผลิตภัณฑ์ที่ชื่อร้านดอยตุง บาย แม่ฟ้าหลวง และร้านดอยตุง คอฟฟี่ ซึ่งเป็นร้านกาแฟแนวทันสมัย

โครงการที่สอง "ร้านธรรมชาติ" ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ซึ่งทรงใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จัดทำ และพัฒนาขึ้นบนที่ดินส่วนพระองค์ มีผลิตภัณฑ์ปลอดสารพิษต่างๆ เช่น ข้าวสาร ผัก ผลไม้ น้ำผลไม้ ผลไม้แปรรูป และผลิตภัณฑ์แปรรูปจากสมุนไพร

โครงการที่สาม "สวนปกาศิต" ในพระราชเสาวนีย์สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ เป็นสินค้าเกษตรอินทรีย์ไม่มีสารเคมีเลยและสดแบบวันต่อวัน มีจุดขายอยู่ที่ผักสดตามฤดูกาล ส่วนใหญ่เป็นผักราคาสูงไม่ใช่ผักพื้นบ้าน เช่น เบบี้แครอท บร๊อคเคอรี่ ปวยเล้ง ยอดถั่วลันเตา และสินค้าเกษตรแปรรูปจากแหล่งปลูกในอำเภอเชียงดาว

นอกจากนี้ ยังมี "ร้านเปียงหลวง" ซึ่งเป็นร้านค้าของโครงการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวไทยใหญ่และชาวจีนยูนนาน เป็นร้านที่เปรียบเหมือนประตูที่จะนำไปสู่เปียงหลวงจริงๆ สินค้าที่ขายมีของกิน 80% และของใช้ประจำวัน 20% เป็นของที่มีความแปลกมีเอกลักษณ์ในตัวเอง เช่น ข้าวเกรียบถั่วลันเตา ขนมไข่กรอบ

สำหรับ "ร้านช้อปสนุก" (Shop Sanook) เป็นร้านที่เซ็นทรัลคิดคอนเซ็ปต์ให้รู้สึกว่าเข้ามาช้อปปิ้งได้อย่างสนุกๆ สินค้าน่าซื้อราคาไม่สูง ซึ่งทำให้กับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ทำขึ้นมาโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลด้านการท่องเที่ยวกับคนทั่วไปที่สนใจ และขายสินค้าประเภทของที่ระลึกทั่วไป เช่น เสื้อ หมวก กระเป๋า ผลิตภัณฑ์สปา โดยมีคอนเซ็ปต์ที่สร้างสรรค์ขึ้นมาเป็นเรื่องราวต่างๆ

สินค้าที่สร้างเป็นคอนเซ็ปต์ขึ้นมาจะสร้างเป็นคอลเลคชั่นต่างๆ ออกมาเป็นระยะๆ เช่น เริ่มด้วยช้างเพราะเป็นโลโก้ของร้าน เป็นสัญลักษณ์ของประเทศไทยในสายตาคนต่างชาติ และเชื่อมโยงกับปางช้างซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยว

สินค้าที่นำมามีหลากหลายทั้งแบบที่สัมพันธ์กับท้องถิ่นและออกแบบขึ้นเอง เช่น เซรามิกรูปช้างจากลำปาง ตุ๊กตาถุงช้าง หมอนอิงลายช้าง จากนั้นจะตามด้วย งูซึ่งเชื่อมโยงกับฟาร์มงู ลิงสัมพันธ์กับโรงเรียนฝึกสอนลิง และจระเข้เกี่ยวกับฟาร์มจระเข้

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากยังมีแค่ 2 ร้าน คือ ภูเก็ตซึ่งเปิดก่อนเหตุการณ์สึนามิ และเชียงใหม่ไม่สามารถทำให้เกิดความหลากหลายในสินค้าได้มากตามที่ต้องการ แต่ต่อไปเมื่อขยายสาขาเพิ่มจะช่วยได้ ตามแผนวางไว้ว่าจะเปิดในเมืองท่องเที่ยวหลักๆ ก่อน คือ พัทยา กรุงเทพฯ จากนั้นจะตามด้วย แหล่งที่มีนักท่องเที่ยวมาก เช่น สนามบิน พระราชวัง ซึ่งขนาดพื้นที่ร้านเล็กสุด 16 ตารางเมตร และใหญ่สุดจะอยู่ที่เซ็นทรัลเวิลด์มีพื้นที่ประมาณ 100-200 ตารางเมตรราคาสินค้าต่ำสุด 35 บาท เช่นพวงกุญแจ นอกจากนี้ ยังคิดจะเปิดเป็นคีออสเล็กๆ อีกด้วย

ด้วยประสบการณ์บริหารพื้นที่ศูนย์การค้า ทำให้เกิดความคิดที่จะช่วยผลักดันโครงการฯ ให้ไปถึงเป้าหมาย เช่น ร้านขายเครื่องเขียนซึ่งมีเครื่องเขียนนานาชนิดให้เลือกซื้อได้อย่างจุใจ หรือร้านขายเทียน ด้วยการลงทุนทำให้ดูเป็นตัวอย่าง และวัดผลจากยอดขายจริงๆ แล้วส่งต่อให้กับลูกค้าซึ่งต้องการจะเป็นเจ้าของ เกิดประโยชน์ทั้ง 3 ส่วน คือ ลูกค้าหน้าโรงเรียน โครงการฯ และกลุ่มเป้าหมาย   

โครงการจะไปได้อีกยาวนาน ...และมีผู้ประกอบการต่างๆมาเช่าในพื้นที่ ..ถ้าหากโครงการเจเจ เองใช้คำว่า  --น้ำพึ่งเรื่อเสือพึ่งป่า-- เพราะโครงการไม่ได้มองว่า ผู้ประกอบการมีกำไรมากน้อยเพียงใดในแต่ละปี

พอครบปีก็ขึ้น ค่าเช่า 10%ของทุกปี เก็บค่าต่างๆอีก ปีต่อปี ต้องวางเงินให้กับโครงการปี 3-4 หมืน ราคานี้ยังไม่รวมค่าเช่า/เดือน  การเก็บค่าบริการหรือค่าอื่นๆ กับร้านอื่นๆ จะเก็บต่างกันไป  ร้านบางร้านถูกปิดเพราะ ต้องขายของให้ถูกให้เหมือนกับร้านอื่นๆ เพราะแถวนั้น นิยม ถูกไว้ก่อน แต่ก็ยังไม่พอกับค่าเช่าที่เพิ่มขึ้นในทุกๆปี จึงใคร่ขอความเห็นอกเห็นใจกับผู้บริหารงานของทาง โครงการสักนิด กินน้อยๆแต่กินนานๆ..

 

 


Copy Link : ท่านสามารถ copy ลิงค์ของข่าวนี้เพื่อเผยแพร่ต่อได้
แชร์หน้านี้ ไปยัง facebook ตอบกลับกระทู้นี้ VV กดถูกใจกระทู้นี้ VV


ลิงก์ผู้สนับสนุน

ลิงก์ผู้สนับสนุน

 

 

 

 

 



แจ้งลบกระทู้นี้

อ่าน 10883

แสดงความคิดเห็น โดย พิ IP: Hide ip , วันที่ 16 พ.ค. 52 เวลา 03:22:10
 

 

พื้นที่โฆษณาจำหน่าย ผ้าพันคอ ผ้าคลุมไหล่ ผ้าฝ้ายทอมือ ราคาส่ง ราคาถูก เริ่มต้นที่ 25 บาท/ผืน ผลิตจากผ้าฝ้ายแท้ 100%พื้นที่โฆษณา
www.cmprice.com เว็บไซต์ที่คนเข้าชมมากที่สุดในเชียงใหม่ !!! เห็นชัด เห็นบ่อย ตรงกลุ่มเป้าหมาย เพียง 1500 บาทต่อเดือน
สนใจลงโฆษณาตรงนี้ ติดต่อ 080-500-1180 หรือ ส่งข้อความเพื่อติดต่อที่นี่

 

 
กรุณาอ่าน
ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็บบอร์ดไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถ ระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือชื่อผู้เขียนที่ได้เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใด ที่ขัดต่อกฎหมายและ ศีลธรรม หรือเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหาย ต่อบุคคล หรือหน่วยงานใด กรุณาส่ง email มาที่ info@cmprice.com เพื่อให้ผู้ควบคุม ระบบทราบและทำการลบข้อความนั้น ออกจากระบบต่อไป
 
 
 


ปิดโฆษณานี้X

ผ้าพันคอราคาถูก

ปิดโฆษณานี้X

พื้นที่โฆษณาจำหน่าย ผ้าพันคอ ผ้าคลุมไหล่ ผ้าฝ้ายทอมือ ราคาส่ง ราคาถูก เริ่มต้นที่ 25 บาท/ผืน ผลิตจากผ้าฝ้ายแท้ 100%พื้นที่โฆษณา
www.cmprice.com เว็บไซต์ที่คนเข้าชมมากที่สุดในเชียงใหม่ !!! เห็นชัด เห็นบ่อย ตรงกลุ่มเป้าหมาย เพียง 1500 บาทต่อเดือน
สนใจลงโฆษณาตรงนี้ ติดต่อ 080-500-1180 หรือ ส่งข้อความเพื่อติดต่อที่นี่

 


หน้าแรก l หางานเชียงใหม่ | ตลาดออนไลน์ | เว็บบอร์ด | อัตราค่าลงโฆษณา | ลงโฆษณาฟรี ประกาศฟรี | ติดต่อเรา


เพื่อนบ้านเราทั้งหมด วิธีแลก Link

© cmprice.com since 14 Jan 2005
E-mail: info@cmprice.com
FaceBook : facebook.com/cmprice.fc
TEL. 08-0500-1180
Line id: cmprice









www.cmprice.com ที่นี่มีสิ่งดีๆ รอคุณอยู่
ผู้สนับสนุน แบบพิเศษ

บ้านหนองช้างคืน | ผ้าพันคอราคาถูก | ของชำร่วย | ลงโฆษณาฟรี ประกาศฟรี