|
เผยกระทรวงไอซีทีขอให้ผู้บริการอินเตอร์เน็ตบล็อกเว็บไซต์เกือบ 1,900 ราย อ้างเป็นพวกลามกอนาจารสูงสุดกว่า 1,600 ราย ตามด้วยเข้าข่ายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ 26 ราย กระทบความมั่นคงของชาติ-การพนัน 21 ราย หลอกลวงประชาชน 161 ราย ยันไม่เคยทำอีกแล้วหลังกฎหมายบังคับใช้ ผู้สื่อข่าว 'มติชนออนไลน์' รายงานเมื่อวันที่ 27 เมษายนว่า คำวินิจฉัยคณะกรรมการการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร(กวฉ.)สาขาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี อุตสาหกรรมและการเกษตร(ที่ วท 2/2551)ได้เปิดเผยข้อมูลว่า ที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ยอมรับว่า ก่อน พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มีผลบังคับใช้ ได้ขอความร่วมมือไปยังผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต ในการขอให้ยุติหรือระงับการเผยแพร่เว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสมโดยดำเนินการในลักษณะการเสนอแนะผ่านทางจดหมายอิเล็กทรอนิค (e-mail) ซึ่งทำให้มีเว็บไซต์ที่ถูกบล็อกจำนวนทั้งสิ้น 1,893 ราย ทั้งนี้ระบุเหตุผลที่ถูกบล็อกประกอบท้ายรายชื่อเว็บไซต์ต่างๆ ดังกล่าว ปรากฏว่า รายชื่อเว็บไซต์ถูกบล็อกด้วยเหตุผลเผยแพร่ภาพสื่อลามกอนาจาร จำนวน 1,663 ราย เว็บไซต์ที่เผยแพร่ข้อมูลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ จำนวน 21 ราย เว็บไซต์มีเนื้อหาที่อาจหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ จำนวน 26 ราย เว็บไซต์ที่ขัดต่อกฎหมายเกี่ยวกับการพนัน จำนวน 21 ราย เว็บไซด์ที่หลอกลวงประชาชนโดยโฆษณาเผยแพร่ขายสิ่งผิดกฎหมยในลักษณะเป็น VCD จำนวน 161ราย เว็บไซต์เผยแพร่ข้อมูลที่ขัดต่อศีลธรรมทางศาสนา จำนวน 1 ราย ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การที่ กวฉ.สาขาวิทยาศาสตร์ฯต้องวินิจฉัยในเรื่องดังกล่าวเนื่องจากกลุ่มเสรีภาพต่อต้านการเซ็นเซอร์แห่งประเทศไทยโดยนายซี เจ ฮิงเก้และพวก เช่น น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ นายอาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล รวม 257 คนได้ขอให้กระทรวงไอซีทีเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับ ประกาศ ระเบียบ คำสั่ง คำสั่งศาลเกี่ยวกับการปิดกั้นเว็บไซต์ต่างๆ 18 รายการ ทั้งนี้ กลุ่มดังกล่าวชี้แจงได้ว่า การปิดกั้นเว็บไซต์ต่างๆ นั้นนอกจากเจ้าของเว็บไซต์จะได้รับความเสียหายแล้ว หากเว็บไซต์นั้นเป็นเว็บไซต์ที่ให้ความรู้กับสาธารณะ ในกรณีนี้สาธารณะก็จะได้รับผลกระทบความเสียหายไปด้วย และตามรัฐธรรมนูญพ.ศ.2540 ก็มิได้กำหนดอำนาจหน้าที่ให้กระทรวงไอซีทีสามารถปิดกั้นเว็บไซต์ได้รวมถึง พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์กำหนดให้ต้องมีการยื่นคำขอต่อศาล เพื่อให้ศาลมีคำสั่งให้ปิดกั้นเว็บไซต์นั้น จึงต้องการทราบว่า กระทรวงไอซีทีอาศัยกฎหมายใดในการกระทำการดังกล่าว และเว็บไซต์ที่ปิดกั้น มีเว็บไซต์ใดบ้าง กลุ่มดังกล่าวระบุว่า ในขณะนี้ (กุมภาพันธ์ 2550) มีเว็บไซต์จำนวนหนึ่งที่ถูกปิดกั้น เช่น เว็บไซต์ 19sep.org เว็บไซต์ midnightuniv.org และ เว็บไซต์ prachatai.com โดยขณะนี้เจ้าของและเป็นผู้ดูแลเว็บไซต์ midnightuniv.org ได้ฟ้องคดีกระทรวงไอซีทีต่อศาลปกครองกลาง จึงต้องการข้อมูลดังกล่าวไปใช้ประโยชน์ในการต่อสู้คดีดังกล่าวด้วย ผู้แทนแทนกระทรวงไอซีทีด้ชี้แจง ว่า กระทรวงไอซีทีมิได้ทำการปิดกั้นเว็บไซต์ใด แต่เป็นการขอความร่วมมือโดยเมื่อได้รับแจ้งว่ามีเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาไม่เหมาะสม เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบจะโทรศัพท์หรือประสานผ่านทางจดหมายอิเล็กทรอนิค (e-mail) ไปยังผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต (ISP) เพื่อขอความร่วมมือในการพิจารณาปิดกั้นเว็บไซต์ดังกล่าว ซึ่งรายชื่อมีทั้งเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เว็บไซต์ที่เผยแพร่ข้อมูลกระทบต่อความมั่นคงของชาติและเว็บไซต์ที่นำเสนอข้อมูลที่ขัดต่อกฎหมายหรือศีลธรรม เช่น การเผยแพร่สื่อลามกอนาจาร หลอกลวงประชาชน โฆษณาขายสารเสพติดหรือสิ่งของที่ผิดกฎหมาย ดังนั้น ในการเปิดเผยข้อมูลให้กับผู้หนึ่งผู้ใดแล้ว ซึ่งถ้าผู้นั้นนำไปเผยแพร่ต่อในทางใดทางหนึ่ง อาจเกิดผลกระทบต่อสังคมส่วนรวม หรือความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือก่อให้เกิดการกระทำความผิดอย่างต่อเนื่องขึ้นอีก เช่น ในกรณีของเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ หรือบางกรณีที่มีข้อมูลอันมีลักษณะผิดต่อกฎหมายหรือขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน ดังนั้น การเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวจึงเป็นข้อห่วงกังวลอย่างยิ่ง เกรงว่าจะเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้นั้นนำข้อมูลไปใช้ให้เกิดการกระทำความผิดขึ้น หรือที่สำคัญอย่างยิ่งต่อความรู้สึกของสังคมไทย รวมถึงความจำเป็นยิ่งยวดที่จะต้องปกป้องชื่อเสียงและความศักดิ์สิทธิ์ของสถาบันหลักของประเทศ นอกจากนี้ อาจเกิดผลกระทบที่จะทำให้การบังคับใช้กฎหมายเสื่อมประสิทธิภาพหรือไม่อาจสำเร็จตามวัตถุประสงค์ได้ อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่เดือน พฤษภาคม 2550 เมื่อ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มีผลบังคับใช้ กระทรวงไอซีทีก็ไม่ได้ดำเนินการดังกล่าวอีก กวฉ.สาขาวิทยาศาสตร์ฯ พิจารณาเห็นว่า ข้อมูลตามข้อที่ 12 (ที่กระทรวงไอซีทีขอความร่วมมือทางจดหมายอิเล็กทรอนิค (e-mail) ไปยังผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต (ISP) ในการปิดกั้นเว็บไซต์)ที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารได้ประมวลสรุปแล้วจัดส่งมาให้กวฉ.ฯ นั้นเป็นข้อมูลข่าวสารที่เปิดเผยโดยทั่วไปอยู่แล้ว เพียงแต่กระทรวงไอซีทีได้ประมวลสรุปจัดทำขึ้นและมีอยู่ในความครอบครองหรือควบคุมดูแลของหน่วยงานของรัฐจึงเป็นข้อมูลข่าวสารของราชการที่เปิดเผยได้ สำหรับข้อมูลข่าวสารข้อที่ 15 (รายชื่อเว็บไซต์ที่ถูกปิดกั้น) นั้น จากคำชี้แจงของผู้แทนกระทรวงไอซีทีไม่มีเหตุที่จะฟังได้ว่า การเปิดเผยจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงหรือทำให้การบังคับกฎหมายเสื่อมประสิทธิภาพ เนื่องจากผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตที่ยื่นขอรับใบอนุญาตทุกรายต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดอยู่แล้ว และการบล็อกเว็บไซต์เป็นเพียงกรณีการขอความร่วมมือผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตช่วยกันเฝ้าระวังตรวจสอบร่วมกันหาแนวทางแก้ปัญหาการเผยแพร่สื่อที่ไม่เหมาะสมทางอินเตอร์เน็ต ซึ่งไม่เกี่ยวกับการใช้อำนาจตามกฎหมายของกระทรวงไอซีทีที่จะสามารถปิดกั้นเว็บไซต์ได้ อย่างไรก็ตาม รายชื่อเว็บไซต์ทั้งหมดที่ถูกบล็อกนั้น การเปิดเผยรายชื่อดังกล่าวอาจกระทบต่อส่วนได้เสียของเจ้าของเว็บไซต์ที่มีรายชื่อเหล่านั้นได้ และจากการชี้แจงด้วยวาจาของกลุ่มผู้อุทธรณ์ว่า ต้องการข้อมูลเพื่อเป็นประโยชน์ในการศึกษาทางวิชาการว่า มีเว็บไซต์ที่ถูกบล็อกจำนวนเท่าใด ถูกบล็อกด้วยเหตุใดบ้าง ดังนั้น จึงเห็นสมควรให้เปิดเผยจำนวนเว็บไซต์ที่ถูกบล็อกในลักษณะของข้อมูลกลุ่มที่จำแนกแยกประเภทโดยให้ได้รู้ว่า มีเว็บไซต์ที่ถูกบล็อกด้วยเหตุใด จำนวนเท่าใดเท่านั้น ซึ่งการรวบรวมและจำแนกแยกประเภทดังกล่าวได้ปรากฏในคำวินิจฉัยนี้แล้ว ฉะนั้น กวฉ.สาขาวิทยาศาสตร์ฯ จึงมีมติให้กระทรวงไอซีทีเปิดเผยข้อมูลข่าวสารตามอุทธรณ์ข้อที่ 12 ทั้งหมด และข้อที่ 15 ในลักษณะเป็นกลุ่มแยกประเภทเว็บไซต์ที่ถูกบล็อกตามที่คณะกรรมการวินิจฉัยฯ ได้ระบุไว้ข้างต้นแล้ว ที่มาจากหนังสือพิมพ์มติชน 
|