| • เส้นแนวโน้ม (Trendline) คืออะไร ลากอย่างไรให้สะท้อนทิศทางราคา |
|
โพสต์โดย tammygin , วันที่ 28 ส.ค. 69 เวลา 15:49:38 IP: Hide ip |
กด like เพื่อติดตามข่าวสารดีๆ จาก cmprice.com VVVVVV
ลิงก์ผู้สนับสนุน
|
ลิงก์ผู้สนับสนุน
© เนื้อหาข่าว/กระทู้
เส้นแนวโน้มหรือ Trendline คือเส้นตรงที่ลากเชื่อมจุดสูงสุดหรือจุดต่ำสุดของราคาตั้งแต่สองจุดขึ้นไป เพื่อช่วยมองภาพรวมทิศทางการเคลื่อนไหวของราคาในช่วงเวลาหนึ่ง ปัญหาที่พบบ่อยในการใช้เส้นแนวโน้มคือการเลือกจุดลากไม่สม่ำเสมอ หรือปรับมุมเส้นไปเรื่อย ๆ จนเส้นที่ได้สะท้อนความคาดหวังส่วนตัวมากกว่าโครงสร้างราคาที่เกิดขึ้น บทความนี้จึงอธิบายหลักการเลือกจุด วิธีลาก และข้อควรระวังเมื่อราคาเคลื่อนผ่านเส้นที่ลากไว้ เส้นแนวโน้มคืออะไร ลากจากจุดใดบนกราฟเส้นแนวโน้มคือเส้นตรงที่ลากผ่านจุดกลับตัวของราคา หรือ Swing Point อย่างน้อย 2 จุดขึ้นไป จุดที่ใช้ควรเป็นบริเวณที่ราคาเคลื่อนไปทางหนึ่งแล้วหยุดและกลับตัวอย่างสังเกตได้ ไม่ใช่เลือกตำแหน่งใดก็ได้เพียงเพื่อให้เส้นพอดีกับราคา เมื่อลากเส้นจาก 2 จุดแรกเสร็จ เส้นนั้นยังถือว่าเป็นสมมติฐานของโครงสร้าง ต่อเมื่อราคาย้อนกลับมาแตะบริเวณเส้นเดิมเป็นจุดที่ 3 และยังเคลื่อนต่อไปในทิศทางเดิม จึงมีข้อมูลเพิ่มขึ้นสำหรับประเมินว่าเส้นดังกล่าวยังสะท้อนโครงสร้างราคาอยู่หรือไม่
กรอบเวลาที่ใช้มีผลต่อความหมายของเส้นอย่างมาก เส้นที่ลากบนกราฟรายวัน (D1) สะท้อนโครงสร้างระยะหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน ขณะที่เส้นบนกราฟ 15 นาที (M15) อาจหมดความหมายภายในไม่กี่ชั่วโมง สำหรับการวัดระยะห่างระหว่างจุด คู่เงินที่แสดงราคาทศนิยม 4 ตำแหน่งจะขยับ 0.0001 ต่อ 1 pip ส่วนคู่เงินที่มี JPY เป็นสกุลอ้างอิงจะขยับ 0.01 ต่อ 1 pip การระบุระยะการยกตัวหรือลดตัวเป็น pip ร่วมกับจำนวนแท่งเทียนระหว่างจุด ช่วยให้เปรียบเทียบความชันเชิงโครงสร้างได้สม่ำเสมอกว่าการกะด้วยสายตาเพียงอย่างเดียว เส้นแนวโน้มขาขึ้นและขาลงต่างกันอย่างไรความต่างหลักอยู่ที่ว่าเส้นถูกลากใต้ราคาหรือเหนือราคา เส้นแนวโน้มขาขึ้นลากอยู่ใต้แท่งเทียนโดยเชื่อมจุดต่ำสุด ส่วนเส้นแนวโน้มขาลงลากอยู่เหนือแท่งเทียนโดยเชื่อมจุดสูงสุด ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ การลากเส้นแนวโน้มขาขึ้นใช้จุดต่ำสุดอย่างน้อยสองจุดที่แต่ละจุดสูงกว่าจุดก่อนหน้า (Higher Low) มาลากเชื่อมกัน เช่น จุดต่ำสุดจุดที่สองอยู่สูงกว่าจุดแรกประมาณ 40 pips หรือเท่ากับ 0.0040 บนคู่เงินทศนิยม 4 ตำแหน่งในทางกลับกัน เส้นแนวโน้มขาลงอาศัยจุดสูงสุดที่ต่ำลงเรื่อย ๆ (Lower High) โดยจุดสูงสุดจุดถัดมาต้องอยู่ต่ำกว่าจุดก่อนหน้า หากภาพบนกราฟไม่เข้าเงื่อนไขทั้งสองแบบ เช่น จุดต่ำสุดสลับสูงบ้างต่ำบ้างโดยไม่มีทิศทางชัดเจน นั่นมักหมายความว่าราคากำลังเคลื่อนไหวในกรอบด้านข้าง (Sideways) และการฝืนลากเส้นแนวโน้มในลักษณะนี้อาจทำให้ตีความโครงสร้างราคาคลาดเคลื่อนได้ ในสถานการณ์เช่นนี้ การใช้เส้นแนวนอนเพื่อกำหนดขอบกรอบบนและกรอบล่างมักอธิบายโครงสร้างได้ตรงกว่า
หลักการเลือกจุดสูงสุด-ต่ำสุดที่ใช้ลากเส้นให้สมเหตุสมผลสาเหตุที่เส้นแนวโน้มของแต่ละคนไม่เหมือนกัน มักไม่ได้มาจากเครื่องมือ แต่มาจากเกณฑ์การเลือกจุดที่ไม่ได้ตั้งไว้ล่วงหน้า การกำหนดขั้นตอนตายตัวก่อนเปิดกราฟช่วยลดการปรับเส้นให้เข้ากับมุมมองของตัวเองได้มาก- เลือกกรอบเวลาหลักเพียงกรอบเดียวก่อน เช่น D1 หรือ H4 แล้วใช้กรอบเดิมตลอดการวิเคราะห์ชุดนั้น
- นิยาม Swing Point ให้ชัดเจน เช่น สำหรับ Swing Low อาจกำหนดว่าต้องมีแท่งเทียนอย่างน้อย 2 แท่งทั้งซ้ายและขวาที่มีจุดต่ำสุดสูงกว่าจุดนั้น ส่วน Swing High ใช้หลักตรงกันข้าม จึงจะนับเป็นจุดกลับตัว
-
ตัดสินใจล่วงหน้าว่าจะยึดปลายไส้เทียน (Wick) หรือราคาปิด (Close) เป็นจุดอ้างอิง แล้วใช้เกณฑ์เดียวกันตลอดการวิเคราะห์ชุดนั้น ไม่สลับไปมาระหว่างสองแบบเพียงเพื่อให้เส้นเข้ากับราคา - เมื่อลากเสร็จ ให้ปล่อยเส้นไว้ตามเดิม หากราคาเคลื่อนออกนอกเส้นให้บันทึกว่าเส้นเดิมใช้ไม่ได้แล้ว แทนที่จะหมุนมุมเส้นให้ยังคงรองรับราคาอยู่
ข้อสังเกตเพิ่มเติมคือ จำนวนจุดสัมผัสควรพิจารณาควบคู่กับความชัดเจนของ Swing Point มากกว่าความสวยงามของเส้น หากราคากลับมาแตะบริเวณเส้นหลายครั้งและยังตอบสนองในทิศทางเดิม เส้นนั้นมีข้อมูลรองรับจากพฤติกรรมราคามากขึ้น ส่วนเส้นที่ต้องพาดผ่านแท่งเทียนจำนวนมากหรือปรับมุมซ้ำ ๆ เพื่อให้ดูพอดี อาจสะท้อนว่าจุดที่เลือกยังไม่เหมาะสำหรับใช้เป็นจุดอ้างอิง ตัวอย่างการใช้เส้นแนวโน้มร่วมกับแนวรับแนวต้าน
เส้นแนวโน้มช่วยแสดงทิศทางในเชิงมุมเอียง ส่วนแนวรับแนวต้านแนวนอนใช้ทำเครื่องหมายระดับราคาที่เคยมีการตอบสนองของราคา เมื่อใช้ร่วมกันจะได้บริเวณที่เส้นทั้งสองมาบรรจบ ซึ่งสามารถใช้เป็นจุดสังเกตเพิ่มเติมร่วมกับโครงสร้างราคา สมมติแผนหนึ่งบนคู่เงินขาขึ้น รอให้ราคาย่อลงมาบริเวณเส้นแนวโน้มขาขึ้นที่ทับซ้อนกับแนวรับแนวนอนเดิมพอดี จากนั้นจึงหาระดับเป้าหมายทำกำไรจากโครงสร้างราคา คือแนวต้านแนวนอนถัดไปที่ห่างจากจุดเข้าประมาณ 60 pips และวางจุดตัดขาดทุนใต้เส้นแนวโน้ม 30 pips เมื่อได้ระดับทั้งสองจากโครงสร้างแล้วจึงคำนวณย้อนกลับว่าแผนนี้ให้อัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทนเท่ากับ 30 : 60 หรือ 1 : 2 ซึ่งเป็นการประเมินผลหลังเลือกระดับ ไม่ใช่การนำระยะตัดขาดทุนไปคูณตัวเลขสำเร็จรูปเพื่อกำหนดเป้าหมายหากคำนวณด้วยขนาด Mini Lot (10,000 หน่วย) บนคู่เงินที่มีดอลลาร์สหรัฐเป็นสกุลเงินอ้างอิง และบัญชีซื้อขายใช้ดอลลาร์สหรัฐเป็นสกุลเงินหลัก มูลค่า 1 pip จะอยู่ที่ประมาณ 1 ดอลลาร์สหรัฐ ระยะตัดขาดทุน 30 pips จึงเท่ากับความเสี่ยงราว 30 ดอลลาร์สหรัฐต่อคำสั่ง ทั้งนี้แนวคิดจำกัดความเสี่ยงต่อคำสั่งไว้ราว 1-2% ของเงินในบัญชีเป็นแนวทางทั่วไปที่พบได้บ่อย ไม่ใช่กฎตายตัวที่ทุกระบบต้องใช้เหมือนกัน ในทางปฏิบัติ เครื่องมือลากเส้นแนวโน้ม รวมถึงช่องกำหนด Stop Loss และ Take Profit มีอยู่ในแพลตฟอร์มซื้อขายหลายประเภท เช่น MetaTrader 5 (MT5) สำหรับข้อมูลภาพรวมเกี่ยวกับผู้ให้บริการและประเด็นที่ควรตรวจสอบก่อนเลือกใช้งาน สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ในบทความโบรกเกอร์ GOC Prime ดีไหม ข้อควรระวังเมื่อราคาทะลุเส้นแนวโน้มการที่ราคาทะลุเส้นแนวโน้มเป็นเหตุการณ์ที่ตีความคลาดเคลื่อนได้ง่าย เพราะเส้นแนวโน้มเป็นเครื่องมือช่วยมองภาพรวมโครงสร้างราคา ไม่ใช่เครื่องมือพยากรณ์ราคาที่แม่นยำ และการทะลุเส้นก็ไม่ได้แปลว่าแนวโน้มต้องกลับทิศทันทีเสมอไป บางกรณีราคาอาจเพียงปรับความชันของแนวโน้มเดิมให้ช้าลง แล้วเคลื่อนต่อในทิศทางเดิมด้วยมุมที่ตื้นกว่า
ประเด็นที่ควรตรวจสอบก่อนสรุปว่าการทะลุเส้นมีน้ำหนัก มีดังนี้- ราคาปิดของแท่งเทียนอยู่นอกเส้นจริงหรือเพียงไส้เทียนแทงผ่าน โดยควรกำหนดเกณฑ์ล่วงหน้า เช่น ต้องปิดนอกเส้นอย่างน้อย 1-2 แท่งบนกรอบเวลาหลัก
- ระยะที่ทะลุออกมามีนัยหรือไม่ เช่น การทะลุออกไปเพียง 5 pips บนกราฟ D1 อาจยังเล็กเมื่อเทียบกับช่วงการแกว่งของสินค้านั้น จึงควรเทียบกับความผันผวนของราคาและไม่ใช้ระยะตายตัวเพียงค่าเดียว
- ช่วงเวลาที่เกิดเหตุการณ์ เพราะคาบเวลาซื้อขายต่างกันมีสภาพคล่องต่างกัน โดยเวลาไทยโดยประมาณ ตลาดโตเกียวอยู่ช่วง 07:00-16:00 น. ส่วนลอนดอนและนิวยอร์กมีเวลาเปิด-ปิดที่เปลี่ยนตามช่วงของปี โดยอาจขยับประมาณ 1 ชั่วโมงเมื่อประเทศที่เกี่ยวข้องเข้าสู่หรือออกจากเวลาออมแสง ขณะที่ตลาดโตเกียวไม่ได้ใช้การปรับเวลาออมแสง
- โครงสร้างราคาหลังทะลุยังคงเป็น Higher Low ต่อไปหรือเริ่มเปลี่ยนเป็น Lower High
นอกจากนี้ ต้นทุนการเทรดอย่างสเปรด ค่าคอมมิชชันต่อลอต และค่าสวอปในกรณีที่บัญชีหรือสินค้านั้นมีการคิดค่าสวอป ล้วนมีผลต่อผลลัพธ์จริงของแผนที่วางไว้จากเส้นแนวโน้ม ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการลงทุนเส้นแนวโน้มที่ลากด้วยเกณฑ์เดียวกันทุกครั้งมีประโยชน์ตรงที่ทำให้ภาพกราฟเปรียบเทียบกันได้ข้ามช่วงเวลา ไม่ใช่ตรงที่ทำให้ทายทิศทางถูกบ่อยขึ้น จุดสัมผัส จำนวนแท่งเทียนที่ใช้ยืนยัน และเกณฑ์การนับว่าทะลุ ควรถูกกำหนดก่อนเริ่มวิเคราะห์เพื่อให้ใช้หลักเดียวกันตลอดชุดข้อมูล ตัวอย่างขั้นตอนฝึกวิเคราะห์คือ เปิดกราฟ D1 ของสินค้าที่ติดตามอยู่ย้อนหลังประมาณ 6 เดือน แล้วทำเครื่องหมาย Swing Low ทุกจุดตามนิยามที่ตั้งไว้ก่อนลากเส้นใด ๆ จากนั้นจึงเปรียบเทียบว่าเส้นที่ได้จากเกณฑ์เดียวกันต่างจากเส้นที่ลากด้วยสายตาอย่างไร
|
ลิงก์ผู้สนับสนุน
กระทู้/ข่าว อื่นๆ ที่น่าสนใจ
|
|
|
|
แจ้งลบกระทู้นี้
อ่าน 30 |
|
| แสดงความคิดเห็น |
โดย tammygin
IP: Hide ip
, วันที่ 28 ส.ค. 69
เวลา 15:49:38
|